Julia Wolf ร่ายมนตร์แต่งเพลงพุ่งสู่ดวงดาว
เรานัดคุยกับศิลปินสาวก่อนที่ซิงเกิลล่าสุด “Deep End” จะปล่อยให้ดิ่งลึกสู่เพลย์ลิสต์ของทุกคน
Julia Wolfคือเจ้าหญิงพังก์ร็อกที่พาเพลงสายสารภาพแบบจัดเต็มไปไกลยิ่งกว่าเดิม แถมยังร่ายมนตร์ข้างทางไปด้วย เธอกำลังกรีดเส้นทางของตัวเองแบบไม่ซ้ำใคร เต็มไปด้วยเกลียวอารมณ์ วัฒนธรรมทีวี และการเล่าเรื่องตรงไปตรงมาแบบไม่ปรานี เราเลยชวนศิลปินสาวมานั่งคุยกัน ก่อนที่ซิงเกิลล่าสุดของเธออย่าง “Deep End” จะปล่อยออกมา
ตอนที่เราต่อสายคุยกับ Wolf เธอมาในลุคหน้าสดสบาย ๆ ดูผ่อนคลาย พร้อมจะค่อย ๆ แกะกล่องความลับมืดมนของตัวเองออกมา ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่เธอทำได้อย่างคล่องแคล่วอย่างคาดไม่ถึง ทั้งที่ตอนเด็กเป็นคนเก็บตัวสุด ๆ เจ้าตัวเรียกตัวเองว่า “ผู้หญิงขี้รู้สึก” และเธอก็ช่ำชองในการเปลี่ยนความกังวกลึกสุดใจและอารมณ์หนักหน่วงให้กลายเป็นเนื้อเพลงตรงไปตรงมา บางท่อนก็ชวนหลอน ที่พูดแทนความคิดในหัวของหลายคนที่ได้แต่อยากจะพูดแต่พูดไม่ออก ถึงจะสลับไปมาระหว่างหลายแนวดนตรีได้อย่างลื่นไหล แต่ซาวด์ของ Wolf ก็ยังยืนพื้นอยู่บนอัลเทอร์เนทีฟร็อก เพิ่มเลเยอร์ด้วยสัญชาตญาณป็อปคม ๆ และความเข้มข้นทางอารมณ์
ถ้าใครยังไม่คุ้นชื่อ Wolf คุณอาจไม่รู้เลยว่ารัศมีของเธอไปไกลแค่ไหน เธอเคยออกทัวร์ร่วมกับMachine Gun Kelly, ไปร่วมแจมในเพลงกับDrake, ก้าวเข้าสู่โซนแดนซ์ป็อปเคียงข้างJohn Summitและปล่อยเพลงแจ้งเกิด “In My Room” ที่ตอนนี้กลายเป็นซาวนด์แทร็กไม่เป็นทางการของแทบทุกคลิปแฟนเมดจากTwilightที่วนอยู่บนTikTok. (และใช่แล้ว Wolf บอกอย่างภูมิใจว่าเธอคือหนึ่งในแฟนตัวยงที่สุดของแฟรนไชส์นี้)
จากมนตร์คาถาและเรื่องเชื่อ ๆ ถือ ๆ ไปจนถึงการแต่งเพลงที่ตรงไปตรงมาแบบสุดขั้ว เรานั่งคุยกับ Wolf ถึงแทร็กล่าสุดของเธอ การมูเรื่องอนาคตเรื่องรอยสักนั้น ไปจนถึงความเป็นไปได้ของงานเพลงที่ได้แรงบันดาลใจจากคันทรีในอนาคต กับ Julia Wolf ไม่มีอะไรถูกห้ามคุย ติดตามบทสัมภาษณ์แบบเต็ม ๆกันได้เลย.
สำหรับคนที่เพิ่งจะมารู้จักคุณ คุณจะแนะนำตัวเองว่ายังไง แล้วอะไรคือจุดแรกที่ดึงคุณให้เข้ามาทำเพลง?
ฉันคงจะแนะนำตัวว่าเป็นผู้หญิงขี้รู้สึกมาก ๆ ที่เขียนเนื้อเพลงเปราะบางและตรงไปตรงมาสุด ๆ ดนตรีของฉันคือการหลอมรวมทุกแนวที่ฉันรัก แต่ฐานจริง ๆ น่าจะเป็นอัลเทอร์เนทีฟร็อก ฉันเริ่มแต่งเพลงตอนมัธยม แล้วมันก็กลายเป็นภาษาสำหรับใช้สื่อสารในช่วงชีวิตที่ฉันแทบไม่พูดกับใครเลยด้วยซ้ำ แค่สบตาคนยังทำไม่ได้
พูดได้ว่าเป็นวัยรุ่นที่หนักหนามาก การเขียนเลยกลายเป็นวิธีระบายสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในอก โดยไม่ต้องพูดออกต่อหน้าใคร จากนั้นฉันก็ไปเรียนมหาวิทยาลัยด้านดนตรี และเหมือนจะรู้มาตลอดอยู่แล้วว่านี่แหละคือสิ่งที่อยากทำ
คุณเคยบอกว่าเนื้อเพลงของคุณตรงไปตรงมามาก และมักจะหม่นกับเปราะบางพอสมควร คุณคิดว่าความเปิดเผยแบบนี้เป็นสิ่งที่ค่อย ๆ เติบโตมาพร้อมกับคุณไหม?
แน่นอน ก่อนหน้านี้ฉันรู้สึกว่าการเปราะบางคือความอ่อนแออย่างหนึ่ง ช่วงวัยยี่สิบต้น ๆ ฉันคิดแบบว่า “โอ้ พระเจ้า เราเปิดเผยให้คนเห็นไม่ได้หรอกว่าเราไม่มั่นคงและไม่เชื่อในตัวเองแค่ไหน เพราะมันจะทำให้คนไม่เชื่อในตัวเรา หรือไม่เชื่อในสิ่งที่เราทำ” ฉันเลยต้องพยายามพลิกมุมมองตัวเองนิดหน่อย แต่ยิ่งโตขึ้น ฉันก็ยิ่งฝืนกดด้านหนึ่งของตัวเองที่ตะโกนมาจากดาดฟ้าไม่ได้แล้วว่า “นี่แหละคือตัวตนของเธอ ยอมรับไปเถอะ” ตอนนี้เลยเขียนแบบไม่เสียเวลาคิดถึงสายตาคนอื่นอีกแล้ว เขียนจากข้างในจริง ๆ

คุณตัดสินใจยังไงว่าอะไรจะเก็บเป็นเรื่องส่วนตัว และอะไรจะเอามาเขียนลงเพลง หรือว่าทุกอย่างเล่าได้หมด?
ฉันว่าทุกอย่างเปิดหมดเลยนะ ฉันไม่คิดว่าจะต้องมีอะไรที่ต้องเก็บเป็นความลับ เพราะฉันเห็นกับตาว่ามันช่วยคนอื่นได้แบบทันที การเป็นคนที่กล้าพูดเรื่องบ้าบอออกมา ช่วยให้ใครอีกคนรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้บ้าเกินไปในสถานการณ์ของเขาเอง ฉันเองก็เคยเป็นแบบนั้นตอนมัธยม เวลาได้ฟังศิลปินคนโปรดที่เขาก็เปราะบางเหมือนกัน ฉันรู้สึกเชื่อมโยงและถูกเข้าใจจากคน ๆ เดียวมาก ๆ และมันช่วยให้ฉันผ่านอะไรหลายอย่างมาได้ เพราะงั้นตอนนี้เลยไม่มีอะไรที่จำเป็นต้องปิดบังแล้ว
ถ้าย้อนกลับไป คุณจำความทรงจำแรก ๆ ที่เกี่ยวกับดนตรีได้ไหม แล้วมีจังหวะไหนไหมที่คุณรู้ตัวจริง ๆ ว่านี่แหละคือสิ่งที่อยากทำ?
จำได้เลยว่าตอนนั้นยังเด็กมาก น่าจะเป็นคอนเสิร์ตแรกในชีวิต ฉันอายุประมาณ 12 ได้มั้ง เป็นคอนเสิร์ตของAvril Lavigneตอนนั้นทุกวันหลังเลิกเรียนฉันจะลงไปที่ชั้นใต้ดิน ตะโกนร้องเพลงของ Avril แบบสุดเสียง เพลงก็ยากเกินระดับเสียงฉันมาก แต่ฉันก็แอบร้องอยู่คนเดียวตลอด จนได้เห็นเธอบนเวทีครั้งแรก เป็นผู้หญิงที่เป็นร็อกสตาร์เต็มตัว ดูสบายในผิวของตัวเอง และเท่มากที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา มันทำให้ฉันอยากเป็นแบบเธอให้ได้ อยากหลุดออกจากเปลือกตัวเองแล้วขึ้นไปทำแบบนั้นสักวัน ฉันไม่เคยพูดเรื่องนี้กับใครเลยหลายปี แต่ตอนนั้นฉันรู้แล้วว่านี่แหละคือสิ่งที่อยากทำ

ดีมากเลยนะ จริง ๆ Avril Lavigne ก็เป็นซีดีแผ่นแรกในชีวิตฉันเหมือนกัน แล้ว “In My Room” ก็เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในอาชีพของคุณ มองย้อนกลับไป ตอนที่คุณเขียนเพลงนั้น ช่วงชีวิตคุณกำลังเป็นยังไงอยู่?
โอ้ พระเจ้า มันแปลกดีนะ เพราะตอนนั้นฉันเพิ่งเปลี่ยนแนวเพลงอยู่เลย ซาวด์ที่เน้นร็อกมากขึ้นยังใหม่มากสำหรับฉัน แต่ความรู้สึกมันดีสุด ๆ ตอนนั้นฉันอยู่ที่ Queens กลับเข้าห้องตัวเอง พอเขียนเพลงนี้จบก็รู้สึกว่ามันพิเศษทันที ฉันคิดเลยว่า “โอ้ เพลงนี้น่าจะไปได้ไกลนะสำหรับเรา” แน่นอนว่าหลังจากนั้นปีครึ่งที่ฉันโพสต์ลงไปเรื่อย ๆ ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีใครสนใจนอกจากแฟนกลุ่มเล็ก ๆ แกนกลางในตอนนั้น แต่ฉันรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่ามันคืออะไรที่ใหญ่สำหรับฉัน
ฉันชอบจินตนาการถึงเหล่าสาว ๆ บน TikTok ที่กำลังลิปซิงก์เพลงนี้อยู่ในหัว คิดว่า “โอ้ พระเจ้า เพลงนี้มันอินง่ายมากเลยนะ” ฉันชมตัวเองในใจแรงมาก แต่ก็คิดจริง ๆ ว่า “ว้าว ฉันภูมิใจกับเพลงนี้สุด ๆ” จากนั้นฉันก็เริ่มโพสต์เพลงนี้คู่กับคลิปตัดต่อจากTwilightและไม่รู้ทำไมมันถึงเป๊ะจังหวะขนาดนั้น ก่อนหน้านั้นฉันก็ลงคอนเทนต์เกี่ยวกับTwilightมาก่อนหน้า “In My Room” นานแล้ว ก็ไม่ค่อยเวิร์กเท่าไหร่ แต่จู่ ๆ ทุกอย่างมันดันมาลงล็อกพร้อมกัน
ฟังดูเหมือนคุณเหมือนจะมูกับมันไว้ยังไงยังงั้นเลยนะ
ก็คงงั้น! เอาจริง ๆ ตอนนั้นไม่มีเพลงอื่นที่ฉันโพสต์บ่อยและเทพลังทั้งหมดลงไปเท่า “In My Room” เลย ฉันก็อยากคิดเหมือนกันว่ามันอาจจะเป็นเพลงอื่นของฉันก็ได้ แต่ใช่ ฉันคิดว่าฉันมูกับมันไว้จริง ๆ นั่นแหละ
พูดถึงTwilightไปแล้ว เราต้องคุยกันเรื่องรอยสักTwilightของคุณแล้วล่ะ เล่าให้ฟังหน่อยว่าเรื่องมันเป็นยังไง
ใช่เลย วันนั้นเป็นวันที่สุดมาก! นั่นคือโชว์แรกในชีวิตที่ฉันได้เล่นที่Australia, แล้วโปรโมเตอร์ของงานก็อยากทำให้ทั้งวันนั้นเป็นอะไรพิเศษ ๆ สำหรับฉัน เขาเลยจัดกิจกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ทำหลายอย่าง และอย่างสุดท้ายคือการไปสัก ช่างสัก ซึ่งกลายเป็นเพื่อนสาวของฉัน ทำแฟลชชีตรวมลายTwilightทั้งหมดออกมาให้เลือก ฉันมองอยู่แล้วคิดว่า “โอ้ พระเจ้า แน่นอนว่าต้องลายโลโก้สิ” ฉันคิดต่อว่า “จะฮาขนาดไหนถ้าเราสักโลโก้นี้ที่มือ” แล้วทุกคนก็แบบ “ฮ่า ๆ ๆ เออสิ ฮาดี!” มันเลยหลุดโลกไปถึงจุดที่ฉันต้องทำแล้วแหละ เรื่องมันก็เป็นแบบนั้นเอง
ชอบมาก แล้วคุณคิดว่าตัวเองดูหรืออ่านไปกี่รอบแล้ว?
ถ้าเป็นอ่าน ฉันนับไม่ถูกเลย เพราะฉันอ่านมันทุกวันจริง ๆ ตั้งแต่ประมาณเกรดแปดจนถึงเข้ามหาวิทยาลัย อยากจะบอกว่าล้อเล่นแต่คือเรื่องจริง มันเป็นส่วนสำคัญมากในชีวิตฉัน ส่วนหนังนี่ไม่ต้องพูด ตอนยังฉายอยู่ในโรงฉันก็ดูแบบไฟล์เถื่อน แล้วกลับบ้านมาก็ดูไฟล์เถื่อนในคอมเกือบทุกคืน น่าจะสัก 50, 60, 100 รอบ? ไม่รู้ด้วยซ้ำ
โห แรงมาก คุณคิดว่าตัวเองเป็นคนหมกมุ่นไหม ทั้งเรื่องความรักหรือเรื่องชีวิต?
ใช่ มาก ๆ เลย และบางทีก็ทำร้ายตัวเองเหมือนกัน เวลาเป็นคนขี้อายเงียบ ๆ แบบฉัน เราจะไปยึดติดกับตัวละครเหล่านี้แล้วหมกมุ่นกับเขาสุด ๆ เพราะมันช่วยกลบช่องโหว่ในใจ ฉันเคยดูคลิปสอนแต่งตัวให้เหมือน Elena Gilbert หรือ Bella Swan แล้วมันรู้สึกดีมากที่ได้ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับอะไรสักอย่างจนหลุดพ้นจากความจริง แต่เรื่องความสัมพันธ์นี่… [เงียบ] โชคดีที่ตอนนี้ฉันเจอคนที่รับมือกับด้านนี้ของฉันได้แล้ว แต่ก่อนหน้านั้นคือเจอแต่ความไม่ลงตัวเยอะมากจริง ๆ
เคล็ดลับที่ดีที่สุดของคุณในการตัดใจจากใครสักคนคืออะไร?
โอ้ พระเจ้า ฉันใช่คนที่เหมาะจะให้คำแนะนำเรื่องนี้ไหมนะ ฉันว่าฉันแค่ถึงจุด ๆ หนึ่งที่คิดว่า “โอเค เรารู้แล้วว่าเราควรถูกปฏิบัติให้ดีกว่านี้ เพราะงั้นเราต้องปล่อยทุกอย่างตรงนี้ไปได้แล้ว” ฉันเลยโฟกัสกับงานตัวเองเต็มที่ ใส่แว่นม้าปิดทุกอย่างรอบข้างไปเลย ฉันยังเริ่มร่ายคาถาในช่วงนั้นด้วย แค่เพราะมันทำให้รู้สึกเหมือนได้เรียกพลังของตัวเองกลับมา เอาพลังงานที่ให้คนอื่นกลับคืนมาตัวเอง แล้วก็ช่วงนั้นแหละที่ฉันได้เจอผู้ชายของฉัน ฉันเลยคิดว่าคีย์คือคุณต้องยอมปล่อยมันไปจริง ๆ
คุณเป็นคนสายจิตวิญญาณจัด ๆ เลยไหม?
ใช่ ฉันรู้สึกว่าตัวเองพูดออกมาดัง ๆ กับตัวเองหรือกับเหล่า spirit guides อย่างที่ TikTok ชอบเรียก กันแทบตลอดเวลา แล้วอะไรหลายอย่างก็มักจะมาเรียงตัวกันลงล็อกแบบพอดีเป๊ะ เลยไม่รู้สิ แต่ฉันเชื่อในเรื่องพวกนี้นะ ชีวิตฉันคือส่วนผสมของการตัดสินใจแปลก ๆ ที่สุดท้ายพาไปเจอสิ่งที่ใช่ เพราะงั้นใช่เลย ฉันเชื่อว่ามีอะไรบางอย่างอยู่ข้างนอกนั้น
ตอนนี้คุณข้ามไปหลายโลกมาก ทั้งออกทัวร์กับ Machine Gun Kelly ร่วมงานกับ Drake แล้วก็โผล่ไปโซนแดนซ์ป็อปกับ John Summit อะไรคือเสน่ห์ของการย้ายไปมาระหว่างหลายแนวเพลงสำหรับคุณ แล้วยังมีแนวไหนที่อยากลองอีกไหม?
ฉันชอบฟังดนตรีหลายแนวมาก แต่ความคิดเริ่มต้นของฉันมักจะเป็นแบบว่า “โอ้ พระเจ้า เราไม่เท่พอสำหรับอยู่ในทุก ๆ สเปซหรืออยู่กับคนเหล่านี้หรอก เขาคงไม่อยากทำงานกับเรา” แต่พอเขาอยากร่วมงานด้วยจริง ๆ เขากลับเปิดรับฉันมาก แค่อยากดึงฉันเข้าไปอยู่ในโลกของเขา มันรู้สึกดีมากที่ได้สลับไปมาระหว่างซาวด์ต่าง ๆ พอเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกจับยัดลงกล่องอะไรสักอย่าง ฉันก็จะอึดอัดและอยากโดดหนีทันที เลยคิดว่านี่แหละคือวิธีที่ช่วยให้ฉันไม่รู้สึกแบบนั้น และยังได้เป็นตัวเอง ในขณะที่ลองจุ่มตัวเข้าไปในสเปซอื่น ๆ ด้วย
ต่อไปฉันจะไปทางคันทรี ฉันชอบแนวนี้มากนะ แต่ไม่ใช่เวอร์ชันป็อป ฉันไม่เอาแบบนั้น มีวงหนึ่งที่ฉันชอบมากชื่อว่าOle 60…ฉันจะมุ่งไปทางคันทรีดั้งเดิมแบบนั้นมากกว่า
คุณได้การการันตีจากศิลปินอย่างBillie Eilishด้วย แล้วมีศิลปินในฝันที่อยากร่วมงานด้วยไหม?
ดรีมคอลลาบของฉันตลอดกาลต้องยกให้Phoebe Bridgersเสมอ
ถ้าให้เล่าถึงสไตล์การแต่งตัวของตัวเอง คุณจะอธิบายว่ายังไง แล้วคิดว่ามันเติบโตไปพร้อมกับดนตรีของคุณไหม?
ใช่ มันพัฒนาไปเรื่อย ๆ ขอบคุณพระเจ้า ตอนนี้ฉันเชื่อในความเรียบง่ายมากกว่าที่เคย เมื่อก่อนฉันจะใส่เสื้อรัดรูปกับยีนส์ขาเดฟ คิดว่าถ้าจะดูดีต้องดูเป็นผู้หญิง ๆ หน่อยหรืออะไรก็ว่าไป ตอนนี้มุมมองนั้นหายไปแล้ว ฉันแค่อยากใส่อะไรที่มันใส่แล้วรู้สึกดี ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังพยายามให้ลุคมีความ Bella Swan หรือ Lorelai Gilmore อยู่ตลอดอยู่ดี แรงบันดาลใจของฉันมักมาจากตัวละครในทีวีหรือหนัง สไตล์ของฉันก็เลยกระโดดไปมาเยอะมาก ซึ่งฉันว่ามันสนุกดี เพราะอย่างที่บอก ถ้าฉันเริ่มทำอะไรแบบเดิมตลอด ฉันจะเริ่มเกลียดมันทันที ฉันชอบได้ลองเล่นอะไรไปเรื่อย ๆ
อะไรคือสิ่งที่หล่อเลี้ยงความคิดสร้างสรรค์ของคุณในตอนนี้ แล้วตอนนี้คุณกำลังหมกมุ่นกับอะไรอยู่?
ตอนนี้มีหลายอย่างที่ฉันอินมาก ๆ ฉันชอบวิดีโอเกม แล้วเพิ่งอ่านหนังสือเล่มหนึ่งจบชื่อว่าHeart the Loverซึ่งดีมาก ๆ ช่วงนี้ฉันไปFloridaบ่อยมาก ฉันโตมากับการไปที่นั่นทุกฤดูหนาว แล้วมันเป็นที่ที่ให้แรงบันดาลใจกับฉันเยอะมาก ความสงบ แดด ทะเล พอกลับมาที่เมืองวุ่นวายอย่างNew Yorkความรู้สึกโหยหาในตัวฉันจะถูกเร่งเสียงดังขึ้น ทำให้ฉันอยากไปอยู่ที่อื่น ฉันว่าความรู้สึกแบบนั้นช่วยให้ฉันเขียนเพลงได้

ตอนนี้คุณกำลังจะออกเวิลด์ทัวร์ น่าตื่นเต้นมาก ๆ มีพิธีเล็ก ๆ หรือความเชื่ออะไรส่วนตัวก่อนขึ้นเวที ที่ทำให้คุณรู้สึกอุ่นใจไหม?
จริง ๆ ก่อนขึ้นเวทีบรรยากาศจะชิลมาก ฉันจะคนชาให้หมุนทวนเข็มนาฬิกาเหมือนคนความตั้งใจลงไป แล้วก็เริ่มกระซิบลงในชาว่า “ขอให้โชว์คืนนี้ผ่านไปได้ดี” จากนั้นก็ช็อตเตกีลาหนึ่งดอก แล้วบอกว่า “โอเคทุกคน ไฮไฟว์” แล้วเราก็ลุยกันเลย
สำหรับบทต่อไปของ Julia Wolf คุณกำลังมูอะไรอยู่ แล้วแฟน ๆ จะได้คาดหวังอะไรจากคุณในอนาคต?
ฉันมูอยู่หลายอย่างมาก ทั้งคอลลาบเท่ ๆ แล้วก็แน่นอนว่ามีเพลงของตัวเองอีกเยอะ ฉันไม่อยากสปอยล์มาก แต่บางทีอาจจะมาในฟอร์แมตที่ต่างไปเลยก็ได้ ฉันมีเป้าหมายใหญ่อยู่หนึ่งอย่างที่ยังไม่กล้าพูดออกมาดัง ๆ เพราะกลัวเคล็ด แต่ก็เป็นรูปแบบการแสดงออกเชิงสร้างสรรค์อีกแบบหนึ่ง เอาเป็นว่าแบบนั้น
ฉันยังมีเพลงชื่อ “Deep End” ที่กำลังจะปล่อยปลายเดือนนี้ด้วย เป็นเพลงเกี่ยวกับความรู้สึกว่าตัวเองหลุดออกจากคอมฟอร์ตโซน เหมือนถูกโยนลงสระน้ำลึก แล้วต้องวุ่นวายใจกับการพยายามเดาว่าอีกคนรู้สึกยังไง ฉันคงมูให้มิวสิกวิดีโอออกมาดีด้วย เพราะวันถ่ายใต้น้ำคือหนึ่งในวันที่แย่ที่สุดในชีวิตเลย หวังว่าการไปเรียนดำน้ำจะคุ้มค่าหน่อยนะ!



















