ทำไมแบรนด์ลักซ์ชัวรีดัง ๆ ถึงไม่แคร์ว่า ‘ทุกคนผอมเกินไป’ บนรันเวย์?
การใช้หุ่นหลากหลายไซซ์บนรันเวย์ลดฮวบอย่างเห็นได้ชัด ทำไมบรรดาแบรนด์ยักษ์ใหญ่ของโลกถึงยังไม่สนใจเรื่องนี้?
Gucci. Saint Laurent. LOEWE. แบรนด์เหล่านี้คือบางส่วนของลักซ์ชัวรีโปรดของเรา จะพูดก็ได้แบบไม่ต้องเกรงใจว่าเราหลงรักทั้งเสื้อผ้าและคอลเล็กชันของพวกเขา… แต่ว่าเราหลงรักการแคสต์ด้วยไหม? การที่แทบไม่มีสัดส่วนโค้งเว้าบนรันเวย์เลยนั่นน่ะ? ฤดูกาล Fall/Winter 2026ของแฟชั่นวีกซีซั่นนี้ ฉันรู้สึกจริง ๆ ว่าการหายไปของเรือนร่างจริงบนรันเวย์มันกลายเป็นสิ่งรบกวนสายตาจนมองข้ามไม่ลง ทั้งที่มีทั้งเดบิวต์สุดตื่นเต้นของดีไซเนอร์ และการคัมแบ็กของเหล่าเซเลบให้พูดถึงเต็มไปหมด
เดบิวต์ของ Demna กับ Gucciคือหนึ่งในโชว์ที่มีคนจับตามองที่สุดของซีซั่น ส่งผลให้บนรันเวย์อัดแน่นไปด้วยทัพซูเปอร์โมเดลไอคอนิกทั้งรุ่นตำนานและรุ่นปัจจุบัน แน่นอนว่ามันน่าตื่นเต้นมากที่ได้เห็นอย่างเช่น Kate Moss และ Emily Ratajkowski เดินอยู่บนรันเวย์ แต่ความผอมบางของพวกเธอล่ะ? แล้วความผอมของทุกคนบนเวทีด้วย? ต้องบอกตามตรงว่าพอถึงจุดนั้นมันกลับไม่น่าตื่นเต้นเท่าเดิมเลย
และแน่นอนว่ามันไม่ได้มีแค่ Gucci แทบทุกโชว์ของดีไซเนอร์ลักซ์ชัวรีที่ฉันได้ไปในซีซั่นนี้ แทบไม่เหลืออะไรนอกจากคำว่า ‘ผอม’ ให้เห็นเลย ทำให้ต้องตั้งคำถามว่า ทำไมบรรดาแบรนด์ใหญ่ ๆ เหล่านี้ถึงดูไม่แคร์การนำเสนอความหลากหลายบนรันเวย์เลย? หรือว่าบรรดานางแบบหุ่นอื่น ๆ ไม่ได้ไปแคสต์? หรือเขาไป แต่ไม่ได้ถูกเลือก? หรือไม่มีใครในห้องนั้นเลยที่ลุกขึ้นมาถามคำถามพวกนี้?
ตามคำบอกเล่าของนางแบบอย่าง Monet Lauren, ภายใต้การดูแลของ Next Model Management ที่เล่าว่า “นางแบบสาย curve ก็ถูกเรียกไปแคสต์นะคะ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะได้ขึ้นเดินในโชว์เสมอไป” สะท้อนว่ามันมีอะไรบางอย่างขาดหายไประหว่างทาง “ตอนแคสต์ทุกอย่างดูเปิดกว้าง แต่พอมาถึงขั้นตอนขึ้นรันเวย์กลับมีช่องว่างชัดเจน ฉันคิดว่าเราควรจับตามองดีไซเนอร์ที่เลือกกันนางแบบจากเชื้อชาติและรูปร่างให้มากกว่านี้” เธอบอกกับเรา
ดูโพสต์นี้บน Instagram
และที่เลวร้ายที่สุดคืออะไรรู้ไหม? การเป็นตัวแทนของหุ่นใหญ่หรือรูปร่างที่ใกล้เคียงความจริง ซึ่งมีอยู่น้อยนิดอยู่แล้ว กำลังยิ่งลดลงไปอีก เมื่อบวกเข้ากับกระแส GLP-1 (ยาลดน้ำหนักอย่าง Ozempic และ Mounjaro) มันยิ่งรู้สึกเหมือนเป็นวงจรอันโหดร้ายที่เรายิ่งเห็นน้อย ก็ยิ่งอยากตัวเล็กลงตามไปด้วย Lauren ยังอ้างอิงรายงานของ Felicity Hayward ที่ชื่อว่า Including the Curve ว่าเป็นแหล่งข้อมูลหลัก และสิ่งที่เธอค้นพบก็ไม่ใช่สิ่งที่ฉันอยากได้ยินเลย
“น่าเศร้าที่การเป็นตัวแทนลดลงอย่างมหาศาล” เธออธิบาย พร้อมเสริมว่า “จากนางแบบราว 4,500 คนใน Paris Fashion Week มีเพียง 18 คนเท่านั้นที่เป็นนางแบบสาย curve ลดลงจาก 29 คนในซีซั่นก่อน Felicity เขียนไว้ว่านี่เป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เธอเริ่มเก็บข้อมูลมา”
ไม่ใช่แค่ Hayward คนเดียวที่ตามสถิติเหล่านี้ Vogue Businessเองก็เริ่มทำรายงานเรื่อง size inclusivity ตั้งแต่ปี 2023 และตามคำบอกเล่าของ Lucy Maguire ผู้อำนวยการฝ่ายฟีเจอร์ ในช่วงเวลานั้นพวกเขากลับเห็นความหลากหลายด้านไซซ์บนรันเวย์ถอยหลังอย่างน่าเป็นห่วง
ดูโพสต์นี้บน Instagram
“การเป็นตัวแทนของพลัสไซซ์ตอนนี้ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เราเริ่มเก็บข้อมูลเมื่อเจ็ดซีซั่นก่อน เทียบเท่ากับ FW25 ที่มีสัดส่วนเท่ากัน (0.3%) ส่วนกลุ่ม mid-size ก็ลดลงจาก 3.8% ใน FW23 เหลือ 2.1% ใน FW26” Maguire บอกกับเรา และมันก็ไม่ใช่แค่หมวดพลัสไซซ์ที่เล็กลง แต่เล็กลงกันทั้งกระดาน
เรารู้กันมานานแล้วว่าการเป็นตัวแทนของพลัสไซซ์ยังไม่ถึงจุดที่ควรจะเป็น และบ่อยครั้งแบรนด์ใหญ่ก็ทำแบบให้มีไว้เป็นพิธีเท่านั้น แต่พอวันนี้นางแบบที่ไม่ใช่พลัสไซซ์เองยังแทบไม่ถึงระดับไซซ์ตัวอย่างแล้ว แบบนี้เราที่เหลือจะยังเหลือความหวังเรื่องการถูกมองเห็นอีกสักแค่ไหน?
“แม้แต่ในกลุ่ม straight size ซึ่งเรานิยามว่าเป็นไซซ์ตัวอย่าง US0-4 นางแบบก็ยังผอมลงเรื่อย ๆ ภาพรวมมันหม่นมาก และในบรรยากาศสังคม-การเมืองตอนนี้ ดูเหมือนหลายแบรนด์จะเลิกแม้แต่แกล้งทำเป็นแคร์ไปแล้ว” Maguire เสริม
แต่ยังมีเรื่องดีอยู่อย่างหนึ่ง: ดีไซเนอร์หน้าใหม่ยังคงพยายามอย่างเต็มที่ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราเชียร์ชื่ออย่าง Karoline Vitto และ Sinead O’Dwyer ที่ทุ่มเทอย่างสม่ำเสมอในการแคสต์นางแบบหลากไซซ์ การออกแบบเสื้อผ้าไซซ์ใหญ่ และความอินคลูซีฟที่รู้สึกได้จริง รวมถึงดีไซเนอร์อย่าง Sinead Gorey และ Ashley Williams. เรื่องนี้เองก็เป็นสิ่งที่ Maguire สังเกตเห็นในรายงาน เพราะเป็นชื่อกลุ่มเล็ก ๆ เหล่านี้ที่คอยดันเปอร์เซ็นต์ให้สูงขึ้นในทุกเมืองที่พวกเขาไปจัดโชว์
“ดีไซเนอร์สายเล็กและหน้าใหม่คือคนที่นำทัพเรื่อง size inclusivity อย่างแท้จริง มีกลุ่มหนึ่งที่โดดเด่นมาก รวมถึงแต่ไม่จำกัดแค่ Karoline Vitto, Sinead O’Dwyer และ Ester Manas, ที่ทำงานไม่หยุดเพื่อผลักดันแฟชั่นที่ครอบคลุมทุกไซซ์ พวกเขาคือพิมพ์เขียวของการสร้างคอลเล็กชันและโชว์ที่รองรับไซซ์หลากหลายได้อย่างแท้จริง และวงการควรเรียนรู้จากพวกเขาให้มาก” Maguire กล่าวเสริม
คำถามที่เรายังคาใจคือ ทำไมภาระนี้ต้องตกอยู่ที่ดีไซเนอร์หน้าใหม่ตลอด? แน่นอนว่าพวกเขามีอะไรต้องพิสูจน์มากกว่า ทั้งการยืนหยัดสู้กับแบรนด์ใหญ่ที่มีทุนและแบ็กอัพจากวงการเหนือกว่าแบบคนละระดับ แต่ทำไมดูเหมือนมีแค่พวกเขาเท่านั้นที่คิดจริงจังเรื่องการแคสต์อย่างสมจริงและการดึงผู้ชมของตัวเองให้เข้ามาอยู่ในภาพ?
ซีซั่นนี้ Balenciaga และ Givenchyคือสองในไม่กี่แบรนด์ลักซ์ชัวรีที่ยังมีนางแบบไซซ์กลางขึ้นเดินบนรันเวย์อยู่บ้าง ตามคำบอกของ Maguire “มันก็ดีนะคะ แต่เรากลับแทบไม่เห็นลุคพลัสไซซ์จากแบรนด์ใหญ่ ๆ อย่างต่อเนื่อง และในขณะที่ฉันพูดถึงสองแบรนด์นี้ ก็อยากเน้นว่ามีอีกมากมายหลายแบรนด์ใหญ่ที่ตั้งแต่เราเริ่มเก็บข้อมูลมา ไม่เคยมีนางแบบที่เกินไซซ์ตัวอย่างขึ้นเดินเลยสักคน”
สำหรับ Maguire สิ่งที่น่างุนงงไปกว่านั้นคือ แบรนด์ใหญ่ส่วนมากจริง ๆ แล้วก็ผลิตเสื้อผ้าพลัสไซซ์ด้วย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่รายงาน size inclusivity เริ่มลงไปเก็บข้อมูลเช่นกัน “ฉันอยากให้คนรู้มากกว่านี้ว่า ต่อให้นางแบบบนรันเวย์จะตัวเล็กแค่ไหน แบรนด์ใหญ่จำนวนมากก็มีเสื้อผ้าสำหรับผู้หญิงที่ไม่ใช่ไซซ์นั้นอยู่แล้ว” เธอเสริม
ซึ่งก็พาเราไปสู่ประเด็นต่อไป: ความเสียหายที่การลดลงของการเป็นตัวแทนเหล่านี้ส่งผลต่อผู้คนรอบข้างมากแค่ไหนChloe Rosolekคือแคสต์ติ้งไดเร็กเตอร์ที่ทำงานในโชว์ของ Karoline Vitto ในโชว์ FW26 ล่าสุด.
พูดถึงประสบการณ์ของตัวเองบน Instagram, Rosolek เล่าว่า “ตอนโตมาเป็นวัยรุ่น ฉันถูกโอบล้อมด้วยภาพโฆษณาที่มีแต่รูปร่างแบบ heroin chic มันทำลายความมั่นใจในตัวเองไปเยอะมาก พอถึงปี 2016 มันเริ่มรู้สึกเหมือนทุกอย่างกำลังเปลี่ยน การได้เห็นนางแบบสาย curve เริ่มมีที่ยืนในไฮแฟชั่นมันเท่มาก ฉันเริ่มมองเห็นตัวเองในผู้หญิงบางคนที่อยู่ในงานเอดิทอเรียลและบนรันเวย์ และมันทำให้ฉันตระหนักว่าการถูกมองเห็นนั้นสำคัญกับเด็กผู้หญิงแค่ไหน”
ดูโพสต์นี้บน Instagram
และมันก็จริงอย่างที่ว่า ช่วงหนึ่งมันเหมือนมีจุดเปลี่ยน แบรนด์ดูใส่ใจ และอะไร ๆ ก็ดูจะขยับไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ในซีซั่นนี้ กลับไม่เหลือความรู้สึกแบบนั้นเลยสักนิด
“เรากลับมาทำเหมือนผู้หญิงกลุ่มนั้นไม่มีตัวตนอีกครั้ง” Rosolek พูดต่อ พร้อมเสริมว่า “ฉันเห็นผู้หญิงที่แต่งตัวเก๋และสวยมีสไตล์เต็มถนน New York ทุกวัน และพวกเธอไม่ได้เป็นไซซ์ตัวอย่างเลยสักคน แต่บรรดาแฟชั่นเฮาส์หรูกลับทำเหมือนการจัดสรรลุคสักสามสี่ชุดให้พวกเธอเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ ในขณะที่แบรนด์หน้าใหม่ยังคงพยายามเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด นี่คือการตอกย้ำมุมมองต่อผู้หญิงที่ฝังรากอยู่ใน fat phobia และมาตรฐานความงามแบบปิตาธิปไตย แค่ทำให้ดีกว่านี้เถอะ ตอนนี้มันน่าเบื่อมากแล้วจริง ๆ”
และเธอพูดถูก มันน่าเบื่อจริง ๆ แต่ไม่ใช่แค่นั้น มันชวนสับสน น่ากังวล และดูจะยิ่งเลวร้ายลงทุกที



















