Mariacarla Boscono กับเสน่ห์สายเลือดอิตาเลียน ความงามสไตล์ “Drama Queen” และศิลปะแห่งการขายความฝัน
ผ่านสามทศวรรษของการฟอกคิ้ว เดินรันเวย์ให้ Galliano วันนี้มิวส์สาวชาวอิตาเลียนกลับสู่รากเหง้า ในฐานะใบหน้าคนใหม่ของ Acqua Fiuggi
Mariacarla Boscono นิยามตัวเองว่าเป็น “ดราม่าควีน” แต่ในโลกแฟชั่นยุโรปที่เดิมพันสูง เธอคือสายลุคเปลี่ยนไม่ซ้ำวันตัวจริง ตั้งแต่ถูกค้นพบครั้งแรกในวัยเด็กที่โรม ตอนอายุเพียงสิบสามปี เธอมองภาพลักษณ์ของตัวเองเป็น “สื่อ” ให้สร้างสรรค์ มากกว่าจะเป็นจุดหมายปลายทาง “ฉันมักรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นโปรเจ็กต์ในมือศิลปิน” เธอเล่าย้อนถึงอาชีพที่ยืนยาวกว่าหลายเทรนด์ที่เธอเองเคยจุดประกาย “และฉันชอบไอเดียการสร้างคาแรกเตอร์มาก ๆ”
แม้จะมีประวัติสายแฟชั่นอาวองการ์ด แต่บทใหม่ของ Boscono กลับหวนสู่รากเหง้าของตัวตนอย่างแท้จริง การร่วมงานครั้งใหม่ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ของAcqua Fiuggi, น้ำแร่จากอิตาลี คือการกลับบ้านในความหมายตรงตัว และสะท้อนคุณค่าร่วมกันเรื่องความงามตามธรรมชาติ พร้อมผลักดันมรดกอิตาเลียนให้โดดเด่นบนเวทีโลก
เกิดที่โรม ช่วงวัยเด็กของเธอผูกพันกับการไปเที่ยวสวนบ่อน้ำแร่ Fiuggi ที่เธอบรรยายว่าเป็น “ดินแดนน้ำแร่แสนมหัศจรรย์ เต็มไปด้วยธรรมชาติ” สำหรับ Boscono การเป็นตัวแทนของแบรนด์จึงเป็นโอกาสได้ส่องไฟให้เห็น “ความเป็นเลิศแบบอิตาเลียนที่เป็นแก่นแท้” ซึ่งหล่อหลอมตัวตนของเธอ
เพียงมอง Boscono ก็เหมือนได้เห็นประวัติศาสตร์ของความงาม “นอกกรอบ” ที่กลายเป็น “ความงามในอุดมคติ” เธอคือคนนอกในครอบครัวที่รายล้อมด้วยพี่น้องผู้ชายผมบลอนด์ตาสีฟ้า แม่ของเธอไม่เคยบอกลูกสาวว่าสวย เลือกใช้คำว่า “ฉลาด” และ “ตลก” แทน จนกระทั่งช่างภาพภาพยนตร์ เพื่อนสนิทครอบครัวผู้สืบสายงานจากโลกภาพยนตร์ของ Fellini และ Pasolini เป็นคนแรกที่มองเห็น “ใบหน้าที่น่าสนใจ” ใบนั้น ซึ่งต่อมากลายเป็นใบหน้าแห่งรันเวย์และแคมเปญตลอดสามทศวรรษ
ยุคแรกในอาชีพของเธอถูกนิยามด้วยดีกรีความเว่อร์ระดับโรงละครในช่วงต้นยุค 2000 ซึ่งเธอจำได้ว่าเป็น “ยุคที่บ้าสุดขีด” ตรงกันข้ามกับอุตสาหกรรมวันนี้ที่เทไปทางมินิมอลสไตล์ “คลีนเกิร์ล” ความ “ปกติ” ของ Boscono ในตอนนั้นคือการแต่งด้วยSwarovski คริสตัลประดับโหนกแก้ม และริมฝีปากสีน้ำเงิน “ทุกวันนี้เด็กใหม่ ๆ คงขวัญเสียกันหมดถ้าต้องทำแบบนั้น” เธอว่าเมื่อย้อนถึงยุคทดลองสุดโต่งของตัวเอง “แต่แฟชั่น…มีพลังขายความฝัน ฉันเป็นคนฝันใหญ่ และฉันรักมุมนี้ของแฟชั่นที่สุด”
ตรรกะแห่งความฝันแบบนั้นตามเธอไปถึงจังหวะก้าวกระโดดครั้งใหญ่ โดยเฉพาะงานเอ็กซ์คลูซีฟให้กับComme des Garçons ที่ช่วยลบล้างความอยากเป็น “ความงามมาตรฐาน” ให้หมดสิ้น เธอจำได้ดีถึงตอนที่ไปเทสต์แต่งหน้ากับPat McGrath ตอนอายุสิบห้าปี พร้อมความคาดหวังว่าจะได้ลุคโกลว์จัด สวยฟุ้งแบบยุคทองของVersace แต่สิ่งที่ได้กลับเป็นใบหน้าทาที่ขาวโพลน ศีรษะเซตเจลทรงกล้วยสีดำ และ “หงอนไก่” สุดแหวก มันคือช่วงเวลาแห่งการปลดปล่อย “ทั้งหมดคือการเป็นกิ้งก่าตัวแม่” เธอเล่า “ฉันไม่เคยอยากจัดอยู่ในหมวดความงามมาตรฐานเลยสักครั้ง”
ปัจจุบันในบทบาทคุณแม่ของลูกสาววัยสิบสาม Boscono กำลังนั่งรถไฟเหาะไปกับความเปลี่ยนแปลงด้านความงามข้ามเจเนอเรชัน เธอมองเห็นวัฒนธรรมวัยรุ่นที่หมกมุ่นกับความเพอร์เฟ็กต์และ “ท่าทางเซ็กซี่” ซึ่งห่างไกลจากความเข้มข้นเชิงความคิดที่เธอเคยซึมซับมาบนรันเวย์ของDior “ฉันมักถามลูกเสมอว่า ‘แล้วความงามคืออะไรล่ะ’ ความงามก็คือสิ่งที่ลูกชอบนั่นแหละ” เธอบอก “ไม่มีอะไรที่คุณจะสวมใส่ได้ดีกว่าความมั่นใจของตัวเอง ถ้าคุณมั่นใจและคุณชอบมัน ถ้าคุณคิดว่าคุณดูดี คุณก็จะดูดี”
ทุกวันนี้ ไม่ว่าเธอจะอยู่ในลุคดำสนิทซิกเนเจอร์ หรือกำลังเล่นใหญ่กับ “ช่วงเวลาสีชมพู” ที่ได้แรงบันดาลใจจากลูกสาว Boscono ก็ยังคงเป็นเสมือนกระดาษเปล่าใบโปรดของวงการ ผู้หญิงที่รู้ดีว่าความงามที่แท้ไม่ได้อยู่ในคอนทัวร์คิท แต่อยู่ที่การยอมเปิดใจให้ตัวเองเปลี่ยนแปลง
ในเรื่องบิวตี้รูทีน การดูแลตัวเองของเธอไม่ใช่วินัยเคร่งครัด แต่เป็นเรื่องการดูแลให้ยืนยาว ทุกวันนี้เธอประจำอยู่ที่ฟลอเรนซ์ หลังจากใช้เวลาหลายปีในจังหวะชีวิตสุดเร่งรีบของเมืองอย่างนิวยอร์กซิตี้ เธอเปลี่ยนจากคลาสฮ็อตโยคะสุดโหด มาเป็นการเดินเล่นแบบโรแมนติกนานสามชั่วโมงกลางเมืองเก่า ซึ่งกลายเป็นพิธีกรรมที่เธอยกให้เป็นจุดเริ่มต้นของพลังครีเอทีฟและความปลอดโปร่งทางจิตใจ
ปรัชญาความงามของเธอมองร่างกายเป็นวิหาร เชื่อว่าสิ่งที่เราใส่เข้าไปข้างในจะสะท้อนออกมาข้างนอก การใช้ชีวิตในอิตาลีทำให้เธอเข้าถึงอาหารดี มีคุณภาพ และดีต่อสุขภาพ จนไม่จำเป็นต้องเข้มกับการไดเอต—ใช่ เธอยังดื่มไวน์—แต่ผิวและผมก็ยังสวยสุขภาพดีเหลือเชื่อ เวลาเดินทางข้ามทวีปทำงาน สิ่งที่ไม่มีวันต่อรองได้คือ การเติมน้ำให้ร่างกายตลอดเวลา (เธอบอกว่าแม้แต่ตอนนอนยังดื่มน้ำเยอะมาก), การจองมาสสาจเดรนน้ำเหลืองและทรีตเมนต์หน้าแบบไม่ต้องพึ่งเข็มทั่วโลก ไปจนถึงการพึ่งการดูแลสุขภาพยุคใหม่อย่าง IV วิตามินเทอราพี (NAD) เพื่อรับมือกับความเครียดจากการเดินทาง สุดท้าย กฎทองของเธอง่ายมาก: “นอน ดื่มน้ำ นอน ดื่มน้ำ นอน”
ตั้งแต่Prada Infusion d’Iris Eau de Parfum ไปจนถึงEstée Lauder มาสก์หน้า—ต่อไปนี้คือ 5 บิวตี้ไอเท็มคู่ใจที่ Boscono ยอมเปิดกระเป๋าให้ดู
น้ำ Acqua Fiuggi
“สำหรับคนที่เดินทางบ่อยแบบฉัน น้ำคือฐานสำคัญที่สุดของสุขภาพที่ดี ฉันดื่มน้ำเยอะมาก…จะอุ่น เย็น หรือผสมน้ำมะนาวก็ได้ ฉันถึงขั้นดื่มน้ำเยอะมากแม้ตอนนอน อย่าถามว่าทำไมเลย และฉันยังชอบรีมูฟเวอร์ล้างเครื่องสำอางเนื้อสัมผัสแบบน้ำอย่าง Sensibio H2O Micellar Water ด้วย”
Prada Infusion d’Iris Eau de Parfum
“ฉันหลงใหลกลิ่นนี้แบบจริงจังมาก ฉันรักทั้งน้ำหอมและบอดี้ออยล์ เลยชอบผสมออยล์ของ Santa Maria Novella เข้ากับน้ำหอม Prada ฉันพกติดกระเป๋าตลอด เพราะรู้สึกว่าคนที่มีกลิ่นหอมดี ๆ จะดูเป็นคนดีขึ้นมาทันที และฉันยังรู้จักผู้หญิงอิตาเลียนที่เป็นคนทำน้ำหอมกลิ่นนี้ด้วย ทุกครั้งที่เจอกันเธอมักจะพูดว่า ‘คุณใช้น้ำหอมที่ฉันสร้างนะ!’ ฉันเลยพยายามกักตุนขวดไว้ให้มากที่สุด เพราะเดี๋ยวนี้เราไม่รู้เลยว่าสินค้าดี ๆ จะเลิกผลิตเมื่อไหร่”
Ceramol Beta Cream
“ตอนนี้ฉันใช้ Ceramol Beta Cream มันเป็นครีมที่ฟีลเวชสำอางมาก และปลอบประโลมผิวได้ดีเยี่ยม ฉันหลงรักทุกอย่างที่โฟกัสส่วนผสม เพราะผิวของฉันบอบบางมาก”
Estée Lauder Advanced Night Repair Concentrated Recovery PowerFoil Mask
“มาสก์ที่ดูตลกดีแต่ว่าเวิร์กกับฉันอย่างประหลาดคือมาสก์ทองของ Estée Lauder มันเป็นแค่ชีตมาสก์ที่ช่วยรีเซ็ตผิวให้สงบลง ฉันใช้มาหลายครั้งแล้ว ถ่ายรูปตอนแปะแผ่นมาสก์ไว้ ทีไรก็มีคนกรี๊ดทุกที”
ปิดท้ายที่… ไลฟ์สไตล์
“ร่างกายของคุณคือวิหารของคุณ ฉันไม่ทำตามสูตรไดเอตเคร่งครัด—ฉันกินในสิ่งที่อยากกิน ดื่มไวน์ และผิวกับผมของฉันก็ยังตอบสนองได้ดีมาก ฉันบาลานซ์ทุกอย่างด้วยการเดินนานสามชั่วโมงเพื่อเคลียร์หัว และเวลาเดินทาง ฉันพึ่งการทำ NAD IV เทอราพี กับการนวดเดรนน้ำเหลืองทุกที่ที่ไป เพื่อให้ระบบไหลเวียนทำงานดีและให้ตัวเองแข็งแรงรับมือทุกอย่างได้”



















