ทำความรู้จัก Patricia Zhou นักเต้นมากความสามารถ กับภารกิจใหม่บนเวทีมิวสิคัล ‘Cats’
“การสร้างงานที่ดูสวยนั้นไม่ยาก แต่สิ่งที่ท้าทายและน่าสนใจกว่าคือการสร้างงานที่สะท้อนตัวตนของเราออกมาจริงๆ”
สำหรับ Patricia Zhou การเคลื่อนไหวไม่เคยเป็นเพียงเรื่องของเทคนิค หากยังเป็นการถ่ายทอดอารมณ์และการเล่าเรื่อง นักเต้น นักออกแบบท่าเต้น และผู้สร้างภาพยนตร์ผู้นี้สร้างเส้นทางอาชีพที่เชื่อมโยงศาสตร์หลากแขนงได้อย่างลื่นไหล ตั้งแต่การฝึก บัลเลต์อย่างเข้มงวด ไปจนถึงการแสดงร่วมสมัย งานกำกับหลังกล้อง และล่าสุดกับการก้าวเข้าสู่หนึ่งในโปรดักชันมิวสิคัลเธียเตอร์ที่มีชื่อเสียงที่สุด กับการร่วมแสดงใน Cats ณ Regent’s Park Open Air Theatre ในลอนดอน Zhou นำมุมมองทางศิลปะเฉพาะตัวมาสู่ผลงานคลาสสิกที่ถูกตีความใหม่ พร้อมรับบทบาทที่ทั้งเหนือความคาดหมายและมาได้ถูกจังหวะพอดี
ตลอดเส้นทางอาชีพ Zhou ท้าทายตัวเองให้พัฒนาอยู่เสมอ เลือกอิสรภาพทางความคิดสร้างสรรค์เหนือการไล่ล่าความสมบูรณ์แบบ โดยยังคงทุ่มเทอย่างเต็มที่ให้กับงานของตน ไม่ว่าจะสร้างสรรค์ท่าเต้น กำกับ หรือแสดงบนเวที งานของเธอล้วนขับเคลื่อนด้วยมุมมองที่ชัดเจน และความตั้งใจที่จะสร้างพื้นที่ให้ศิลปินได้แสดงออกอย่างเต็มที่
ก่อนการเปิดการแสดงของ Cats เราได้พูดคุยกับ Zhou ถึงจุดเริ่มต้นบนเส้นทางการเต้นที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ช่วงเวลาสำคัญที่หล่อหลอมเส้นทางอาชีพ การก้าวเข้าสู่โลกมิวสิคัลเธียเตอร์ และเหตุผลที่การยึดมั่นในวิสัยทัศน์สร้างสรรค์ของตัวเองสำคัญยิ่งกว่าที่เคย อ่าน บทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ต่อจากนี้
ช่วยเล่าเกี่ยวกับตัวคุณและจุดเริ่มต้นที่ทำให้เข้าสู่วงการเต้นให้เราฟังหน่อยได้ไหม?
ฉันเป็นนักเต้น นักออกแบบท่าเต้น และผู้สร้างภาพยนตร์ จุดเริ่มต้นการเต้นของฉันค่อนข้างเกิดขึ้นโดยบังเอิญ พ่อแม่ของฉันเป็นพ่อแม่ชาวจีนแบบฉบับทั่วไป คือไม่อยากให้ฉันกับน้องสาวอยู่บ้านดูทีวีหลังเลิกเรียน เลยส่งเราไปเรียนเต้นที่ศูนย์สันทนาการในละแวกบ้าน ครูคนหนึ่งบอกว่าเขาเห็นแววในตัวฉันมาก จึงเริ่มผลักดันให้ฉันลงแข่งขันอย่างจริงจัง
ฉันใช้เวลาไปกับเรื่องนั้นมาก ทั้งเดินทางไปที่ต่างๆ ในช่วงซัมเมอร์และลงแข่งระดับประเทศ แต่เมื่อฉันกำลังจะอายุ 11 หรือ 12 ปี พ่อแม่คิดว่าฉันควรให้ความสำคัญกับการเรียนมากขึ้น ปีหนึ่งตอนที่ฉันไปเยี่ยมปู่ย่าตายายที่ประเทศจีน พวกเขาจึงส่งฉันไปเรียนบัลเลต์ที่เข้มงวดมาก โดยหวังว่าครูจะดุมากจนฉันไม่อยากเต้นอีกต่อไป แต่แปลกที่หลังจากเรียนคอร์สนั้น บุคลิกและวิธีที่ฉันรับมือกับทุกสิ่งเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ฉันคิดว่าวินัยจากการเรียนบัลเลต์ที่ทั้งเข้มงวดและเป็นมืออาชีพ ทำให้ฉันรู้ตัวว่าอยากเป็นนักบัลเลรินา
พ่อแม่ยังลังเลมากอยู่ดี แต่มีคนแนะนำให้ฉันไปออดิชันกับโรงเรียนบัลเลต์รัสเซียแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา และสุดท้ายฉันก็ได้ทุนการศึกษา จากนั้นพ่อแม่จึงยอม โดยบอกว่าฉันเต้นได้ตราบใดที่ยังรักษาผลการเรียนให้สมบูรณ์แบบ เผื่อในกรณีที่ฉันไปไม่รอดในฐานะนักเต้น
ฉันฝึกที่นั่นสี่ปี ทำงานอย่างมืออาชีพกับคณะบัลเลต์อยู่หลายปี ก่อนย้ายไป LA เพื่อร่วมคณะเต้นร่วมสมัย แล้วจึงตระหนักว่าฉันอยากมีอำนาจตัดสินใจต่องานแสดงมากกว่านี้ สุดท้ายเลยออกมาสร้างผลงานของตัวเอง ซึ่งวันนี้ก็พาฉันมาเต้นบนเวสต์เอนด์!
น่าทึ่งมากที่คุณค้นพบว่าตัวเองอยากเป็นนักเต้นตั้งแต่อายุยังน้อยขนาดนั้น
ใช่ มันตลกดีนะ เพราะอายุ 11 หรือ 12 ฟังดูเด็กมาก แต่สำหรับบัลเลต์กลับถือว่าเริ่มช้าแล้ว ฉันคิดว่านั่นกลับเป็นข้อได้เปรียบ เพราะฉันเห็นเด็กอัจฉริยะหลายคนหมดไฟ เนื่องจากถูกผลักดันหนักเกินไปตั้งแต่เด็ก อีกอย่าง เพราะฉันเริ่มทีหลังนิดหน่อย ฉันจึงไม่ได้มีภาพฝันว่าจะต้องเป็นนักเต้นหลักของ Paris Opera Ballet แค่ได้อยู่ตรงนั้นและปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปก็มีความสุขแล้ว ฉันคิดว่าสิ่งนี้ทำให้ฉันยืดหยุ่นกับการเลือกเส้นทางต่างๆ ได้มากขึ้น

คุณพักจากการเต้นไปช่วงหนึ่ง และตอนนี้กำลังแสดงใน Cats ช่วยเล่าได้ไหมว่าโอกาสนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และตอนนั้นคุณรู้สึกอย่างไร?
ตอนแรกฉันได้เข้ามาร่วมงานกับ Cats แบบไม่เป็นทางการ ราว 2 ปีก่อน Chrissie ผู้กำกับและนักออกแบบท่าเต้น ได้รับการติดต่อให้ทำโปรดักชันนี้ขึ้นใหม่ และฉันคิดว่าเขาลังเลอยู่พักหนึ่ง เพราะมันเป็นโชว์ระดับไอคอนิก ถ้าไม่รู้สึกว่าตัวเองจะทำมันออกมาได้สมศักดิ์ศรี แล้วจะทำไปทำไม? เราแปดคนจึงถูกเรียกมาร่วมเวิร์กช็อปที่ไม่เปิดเผยรายละเอียด ไม่มีใครรู้เลยว่ากำลังจะทำอะไร จนกระทั่งวันแรกที่พวกเขาบอกเรา
ฉันไม่ได้มีพื้นฐานด้านมิวสิคัลเธียเตอร์ จึงไม่เคยดูเรื่องนี้มาก่อน นั่นทำให้ฉันไม่ได้คาดหวังอะไร และตอนเริ่มต้นก็ไม่ได้รู้สึกกับมันมากนัก แต่ตลอดสัปดาห์แรก เราได้ทำงานกับพาร์ตเต้นหลักของโชว์ แล้วฉันก็คิดว่า “โอ้พระเจ้า นี่น่าตื่นเต้นมาก”
ตั้งแต่เป็นฟรีแลนซ์ ฉันมักไม่รับโปรเจกต์หากไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับมันจริงๆ เพราะมันใช้ทั้งเวลาและพลังงานมหาศาล แต่ครั้งนี้ฉันคิดจริงๆ ว่า “โอเค สิ่งนี้ต้องเกิดขึ้น” พอได้รับการเสนอให้รับบท มันให้ความรู้สึกราวกับถูกลิขิตไว้ และเป็นสิ่งที่ฉันรอคอยมาตลอดพอดี อีกทั้งเพราะฉันไม่เคยทำมิวสิคัลมาก่อน มันจึงเป็นความท้าทายที่น่าตื่นเต้น
คุณเคยทำงานหลังกล้องด้วย คุณคิดว่าสิ่งนั้นเปลี่ยนวิธีมองการเป็นนักแสดงของคุณอย่างไรบ้าง?
การทำงานหลังกล้องและการกำกับ เปลี่ยนความรู้สึกของฉันต่อแรงกดดันที่มีต่อตัวเองในฐานะนักแสดง เพราะคุณตระหนักว่าแม้แต่คนที่อยู่หน้าห้องก็ยังพยายามหาคำตอบอยู่เหมือนกัน เวลาฉันยืนอยู่หน้าห้องในฐานะผู้กำกับ ฉันไม่ได้คาดหวังให้ทุกคนทำได้สมบูรณ์แบบตั้งแต่แรก มันจึงให้ความรู้สึกเหมือนเป็นความร่วมมือกันมากกว่า พอกลับไปเป็นนักแสดง ฉันจึงรู้สึกกดดันน้อยลง ในฐานะผู้นำ คุณจะเข้าใจว่าตัวเองก็อยากให้นักแสดงรู้สึกสบายใจและมั่นใจกับสิ่งที่ทำ เมื่อโตขึ้นและเปลี่ยนมาทำงานหน้าห้องมากขึ้น ฉันยิ่งคิดถึงการสร้างพื้นที่ที่ผู้คนรู้สึกปลอดภัยที่จะทดลอง และรู้สึกว่าตัวเองสำคัญ เพราะพวกเขาอยู่ตรงนั้นด้วยเหตุผล
อย่างที่คุณบอก Cats เป็นหนึ่งในโปรดักชันที่หลายคนคุ้นเคยอย่างดี อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณประหลาดใจที่สุดเกี่ยวกับการแสดงนี้?
หลังได้รับงาน ฉันคิดว่า “โอเค ฉันต้องลงลึกและทำความเข้าใจว่าตัวเองกำลังจะเข้าไปอยู่ในอะไร” ฉันจึงดูมิวสิคัลหลากหลายเวอร์ชัน ดูภาพยนตร์ และอ่านเรื่องราวของตัวละครต่างๆ มากมาย ฉันพบว่าท่าเต้นต้นฉบับคือสิ่งที่คนส่วนใหญ่จดจำได้ เพราะมันไอคอนิกมาก ฉันจึงอยากรู้จริงๆ ว่า Chrissie จะกลับมาตีความมันอย่างไร
สิ่งที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับนักแสดงชุดนี้คือ ทุกคนต่างมีทักษะเฉพาะตัวที่โดดเด่นและไม่เหมือนใคร ดังนั้นจึงน่าสนใจที่ได้เห็นสิ่งเหล่านั้นถูกดึงออกมาในงานที่โดยแก่นแล้วเป็นการแสดงแบบหมู่คณะ ซึ่งหลายครั้งเราต้องเคลื่อนไหวพร้อมเพรียงกัน วิธีที่พวกเขาออกแบบงานให้ความรู้สึกเหมือนกำลังตั้งคำถามว่า “จะรวบรวมคนที่แตกต่างกันทั้งหมดนี้เข้าด้วยกันได้อย่างไร และจะขับเน้นพรสวรรค์เฉพาะตัวของแต่ละคนผ่านการเคลื่อนไหวได้อย่างไร?” ในฐานะนักแสดง มันน่าสนใจมากที่ได้เห็นว่าพวกเขาบ่มเพาะสไตล์ที่แตกต่างและเป็นเอกลักษณ์เหล่านี้ได้อย่างแท้จริง และทำให้ทุกสไตล์มีพื้นที่ของตัวเอง มันเปิดโลกมาก และฉันตื่นเต้นให้ทุกคนได้เห็น เพราะทุกวันระหว่างซ้อม ฉันนั่งอ้าปากค้างอยู่ตลอด
โปรดักชันนี้จัดแสดงกลางแจ้งที่ Regent’s Park Open Air Theatre คุณคิดว่าสิ่งนี้เพิ่มอะไรให้กับโชว์บ้าง?
ฉันคิดว่ามันเพิ่มอะไรได้มากมาย แม้แต่ระหว่างการฝึก เราก็ทำสมาธิแบบแมว โดยหลับตาและจินตนาการว่าผิวหนังของเราอาจกำลังเปลี่ยนเป็นขน และในจินตภาพบางช่วงพวกเขาจะบอกว่า “ตอนนี้คุณรู้สึกถึงสายลมที่พัดผ่านขนของคุณจนขนลุกชัน” แต่เราจะได้อยู่ข้างนอกจริงๆ และสัมผัสลมนั้นได้จริง หรือจู่ๆ เราอาจหันหน้าไปแล้วแสงอาทิตย์ก็ส่องออกมา ฉันจึงคิดว่ามันจะเพิ่มองค์ประกอบให้พวกเรานักแสดงได้เล่นมากขึ้น อีกทั้งยังมีบางอย่างที่พิเศษมากในการอยู่ใต้ท้องฟ้าเดียวกันกับผู้ชม ลมที่คุณสัมผัสได้ก็คือลมเดียวกับที่นักแสดงกำลังสัมผัส มันเชื่อมทุกคนเข้าด้วยกันในแบบที่พิเศษมาก

บัลเลต์คือเรื่องของความสมบูรณ์แบบ ขณะที่การเต้นร่วมสมัยมีอิสระมากกว่า คุณรู้สึกสบายใจที่สุดกับแบบไหน?
แม้จะมาจากบัลเลต์ ฉันไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นนักเต้นสายเทคนิคจ๋า เพราะสำหรับฉัน การเต้นขับเคลื่อนด้วยอารมณ์หรือดนตรีเป็นอย่างมาก ตอนเด็กๆ ฉันเรียนรูทีนต่างๆ แต่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท่ามีอะไรบ้างหากไม่มีเพลง ทว่าทันทีที่เปิดเพลง ฉันจะรู้ว่าต้องเต้นอะไรอย่างแม่นยำ แน่นอนว่าการฝึกบัลเลต์ให้ความสำคัญกับเทคนิคและการทำทุกอย่างในแบบที่เฉพาะเจาะจงมาก ดังนั้นหวังว่าตอนนี้ฉันจะหลอมรวมสิ่งเหล่านั้นเข้าด้วยกันได้ ฉันฝึกเกือบทุกวันแม้ไม่ได้แสดง เพราะหัวใจคือการทำให้กล้ามเนื้อได้รับการฝึกให้ทำงานในลักษณะเฉพาะ เพื่อที่เมื่อถึงเวลาขึ้นแสดง ร่างกายและกล้ามเนื้อจะทำงานได้เองโดยที่เราไม่ต้องคิด ทำให้เราถ่ายทอดอารมณ์และเปิดเผยความเปราะบางได้ โดยไม่สูญเสียเทคนิคทั้งหมดนั้นไป
มีครีเอทีฟคนไหนที่เป็นแรงบันดาลใจต่อการเคลื่อนไหวของคุณบ้างไหม?
มีเยอะมาก! ผู้กำกับภาพยนตร์อย่าง Wong Kar-wai และ Wes Anderson มีช่างภาพที่น่าทึ่งคนหนึ่งชื่อ Leslie Zhang ซึ่งทำงานกับ Vogue China บ่อยมาก อีกคนคือช่างภาพ Elizaveta Porodina และเมื่อคุณมองผลงานของพวกเขา ก็เหมือนถูกพาเข้าไปอยู่ในโลกและมุมมองของพวกเขาเอง แบรนด์บางแบรนด์ก็เช่นกัน อย่าง Cecilie Bahnsen หรือ Chet Lo คุณเข้าใจมุมมองของพวกเขาได้อย่างชัดเจนในทันที
สิ่งเหล่านี้อาจไม่ได้ส่งอิทธิพลต่อวิธีที่ฉันเคลื่อนไหวโดยตรง แต่ฉันคิดว่ามันส่งผลต่อวิธีที่ฉันเข้าหาการทำงาน การสร้างงานที่ดูดีนั้นทำได้ง่ายมาก แต่สำหรับฉัน สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือการสร้างงานที่ดูเป็นตัวคุณ นี่คือดาวเหนือที่นำทางวิธีทำงานของฉัน ขณะที่ฉันสร้างสรรค์ผลงานต่อไป ฉันคิดเสมอว่า “จะยึดมั่นในวิสัยทัศน์ของตัวเองกับงานนี้ได้อย่างไร?”
คุณบอกว่าเริ่มเรียนบัลเลต์ช้ากว่ามืออาชีพหลายคน คุณจะอธิบายความสัมพันธ์ของตัวเองกับวินัยว่าอย่างไร?
ฉันรู้สึกว่าการเรียน 10 ครั้งนั้นที่ประเทศจีนเปลี่ยนชีวิตฉันไปทั้งชีวิต ฉันเป็นคนทำงานหนักและมีสมาธิมาก ดังนั้นถ้ารับอะไรมาแล้ว ฉันจะทุ่มสุดแรงเพื่อทำมันให้สำเร็จในระดับที่ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ มันเป็นมาตรฐานที่ยากจะวัด เพราะอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดที่คุณทำได้? มันไม่มีขีดจำกัดใช่ไหม? หากทำต่อไปเรื่อยๆ มันก็อาจดีขึ้นได้อีกเรื่อยๆ แต่ก็มีอีกด้านหนึ่งเช่นกัน อย่างเวลาฉันทำงานภาพยนตร์และตัดต่อ ฉันสามารถทำมันต่อเนื่องจนคู่รักกลับบ้านมาเจอฉันนั่งอยู่ในความมืด เพราะนั่งอยู่ที่เดิมมาราว 14 ชั่วโมงได้เลย บางครั้งมันก็ดี แต่ฉันก็จดจ่อจนมองไม่เห็นอย่างอื่น ความสมบูรณ์แบบนิยมมีข้อดี แต่ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดต่อสุขภาพเสมอไป อย่างไรก็ตาม ฉันคิดว่ามันสะท้อนออกมาในโปรเจกต์ที่ฉันรับทำ ฉันทุ่มให้เสมอ 150% เพราะไม่อย่างนั้นฉันก็คิดว่า จะทำไปทำไม?
สุดท้ายนี้ อะไรคือก้าวต่อไปของคุณ?
ตอนนี้ ฉันกำลังทำงานกับ Cats และหลังจากแสดงที่ Regent’s Park แล้ว เราจะออกทัวร์ทั่วสหราชอาณาจักรและดับลินเกือบหนึ่งปี ฉันยังไม่ได้คิดถึงอนาคตระยะใกล้นัก แต่สำหรับเป้าหมายระยะยาว ฉันอยากมีสตูดิโอและคณะเต้นของตัวเอง ฉันอยากสร้างสรรค์งานต่อไป พร้อมบ่มเพาะพื้นที่ที่นักเต้นสามารถพัฒนาตัวเองในฐานะศิลปินได้อย่างแท้จริงในแบบของตนเอง บางทีฉันอาจได้เป็นเมนเทอร์ให้พวกเขากลายเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด
ฉันยังอยากสร้างผลงานของตัวเองอย่างสม่ำเสมอมากขึ้น ปัจจุบันยังมีคนทำบัลเลต์คลาสสิกแบบใหม่ๆ ไม่มากนัก ฉันอยากหาหนทางนำเรื่องราว สุนทรียภาพ และวัฒนธรรมของตัวเองเข้าสู่พื้นที่ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วไม่ใช่วัฒนธรรมหรือสุนทรียภาพของฉัน ดังนั้นฉันคิดถึงการทำให้การเต้นมีความร่วมสมัยในแบบที่เป็นตัวฉันมากขึ้น และในแบบที่ผู้คนรู้สึกดีเมื่อได้เคลื่อนไหว ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่รอการบอกเล่า



















