เมื่อบิวตี้เลิฟเวอร์หันมาใส่ใจเรื่องผิวกันมากขึ้น ก็ไม่น่าแปลกที่รองพื้นจะกลายเป็นหัวใจสำคัญของรูทีนเมกอัพ ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หมวดรองพื้นพัฒนาไปอย่างมาก ตั้งแต่สูตร K-beauty ที่ผสานสกินแคร์ไว้ในเนื้อผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงเม็ดสีที่ปรับกลืนไปกับผิว ไม่ว่าคุณจะเป็นสาวกบีบีครีมจากดรักสโตร์ หรือชอบลองของใหม่ทุกครั้งที่ Sephora วางจำหน่าย ก็เห็นได้ชัดว่ารองพื้นพัฒนามาไกลมากแล้ว—แต่การหาเฉดที่ใช่กลับยากกว่าเดิม
ด้วยนวัตกรรมจากผู้พัฒนาในวงการบิวตี้ เฉดสีรองพื้นจึงมีให้เลือกหลากหลายกว่าที่เคย ย้อนกลับไปในปี 2004 Dream Matte Mousse Foundation ของ Maybelline มีเพียง 13 เฉด แต่ในปี 2026 แบรนด์อย่าง Fenty Beauty และ Haus Labsนำเสนอเฉดสีมากถึง 50 เฉดอย่างต่อเนื่อง ถึงจะมีตัวเลือกมากมาย แต่บิวตี้เลิฟเวอร์ก็ยังพบว่าตลาดมีช่องว่างอยู่ โดยเฉพาะการหาเฉดที่เหมาะกับทั้งผิวระดับกลางถึงเข้มและอันเดอร์โทนเย็น ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายไม่น้อย ขณะที่เฉดสำหรับผิวขาวมักมีโทนเย็นให้เลือกนับไม่ถ้วน เฉดสำหรับผิวเข้มกลับมีโทนเย็นเพียงหนึ่งเฉด หรือบางครั้งก็มีแค่โทนอุ่นและโทนกลางเท่านั้น
View this post on Instagram
เมื่อมองเผิน ๆ ก็ไม่ยากที่จะคิดว่าการขาดแคลนเฉดโทนเย็นอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นความต้องการที่น้อยกว่าจากผู้บริโภคผิวเข้ม หรือความยากในการพัฒนาสูตร แต่เมกอัพอาร์ติสต์คนดัง Mally Roncal มองว่าไม่ใช่ทั้งสองเหตุผล เธอเชื่อว่าในอดีตอุตสาหกรรมบิวตี้มองข้ามความซับซ้อนของเฉดรองพื้น ด้วยการเน้นอันเดอร์โทนอุ่นเพื่อเชื่อมโยงกับภาพผิวเปล่งปลั่ง “อันเดอร์โทนมีหลากหลายมาก ทั้งโทนเย็น โทนกลาง โทนมะกอก และการผสมกันของโทนเหล่านี้ เวลาพัฒนารองพื้น คุณไม่ได้แค่ทำให้สีอ่อนลงหรือเข้มขึ้น แต่ต้องปรับสมดุลเม็ดสีหลายชนิด เพื่อให้อันเดอร์โทนยังดูเป็นธรรมชาติในระดับความเข้มของสีนั้น” เธอบอกกับ Hypebae
ในอดีต เฉดโทนเย็นมักเป็นเฉดที่ถูกมองข้าม เพราะเมื่อทาลงบนผิวแล้วมักดูเทาหรือหม่น “ในฐานะเมกอัพอาร์ติสต์ที่ทำงานกับลูกค้าผิวสีมากว่า 20 ปี ฉันแทบไม่ใช้เฉดที่มีโทนเย็นเป็นหลัก เพราะมีโอกาสสูงที่มันจะติดเทาเมื่ออยู่บนผิว” Tiesha Williams เมกอัพอาร์ติสต์และแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Black Radiance กล่าว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนผิวเข้มไม่มีอันเดอร์โทนเย็น แต่เป็นเพราะเฉดโทนเย็นที่แบรนด์พัฒนาขึ้นมักไม่เหมาะกับผิวโทนนี้
อีกด้านหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านความงามชี้ว่า การพัฒนาเฉดโทนเย็นไม่ได้ยากกว่าการทำเฉดโทนอุ่นหรือโทนกลางโดยตัวมันเอง หากแต่ต้องอาศัยความตั้งใจในการพัฒนาสีและการทดสอบมากกว่า “รองพื้นโทนเย็นไม่ได้ทำยาก หากคุณเข้าใจทฤษฎีสี เพราะฉะนั้นทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับระดับความเชี่ยวชาญของผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์” Williams กล่าว “ถ้าคุณเข้าใจการทำงานของทฤษฎีสี ก็สามารถทำให้รองพื้นมีอันเดอร์โทนแบบไหนก็ได้ตามต้องการ”
View this post on Instagram
แม้แนวทางที่แบรนด์ใช้พัฒนาเฉดรองพื้นจะละเอียดอ่อนขึ้นมากนับจากยุค 2000 แต่ดูเหมือนว่ายังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอันเดอร์โทนกับระดับสีผิว “ผิวเข้มไม่ได้หมายความว่าเป็นผิวโทนอุ่นโดยอัตโนมัติ คนคนหนึ่งอาจมีผิวเข้มมาก แต่มีอันเดอร์โทนเย็น โทนกลาง โทนมะกอก หรือโทนแดงที่ชัดเจนได้ ในอดีตแบรนด์บางแห่งมองระดับความเข้มของสีผิวกับอันเดอร์โทนเป็นเรื่องเดียวกัน ดังนั้นเมื่อเฉดสีเข้มขึ้น ก็มีแนวโน้มจะผลักไปทางโทนอุ่นหรือโทนแดงมากขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการมีตัวเลือกอันเดอร์โทนหลายแบบในทุกระดับสีผิวจึงสำคัญมาก” Roncal กล่าว
เช่นเดียวกับที่วงการบิวตี้พัฒนาจากรองพื้น 13 เฉดสู่ 50 เฉด เมกอัพอาร์ติสต์ก็มองด้วยความหวังว่าช่องว่างเรื่องอันเดอร์โทนที่เห็นได้ชัดกำลังค่อย ๆ ดีขึ้น Williams สังเกตว่าหลายแบรนด์เริ่มขยับไปสู่รองพื้นที่เอนเอียงไปทางโทนกลางสำหรับผิวเข้มมากขึ้น ขณะที่ Roncal เสริมว่า ความตระหนักรู้เรื่องอันเดอร์โทนที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคควรเป็นแรงกระตุ้นให้แบรนด์ออกเฉดสีที่หลากหลายกว่าเดิม “ฉันคิดว่าเรากำลังเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ตอนนี้ผู้บริโภคเข้าใจเรื่องอันเดอร์โทนมากขึ้น และพวกเขาต้องการสิ่งที่เฉพาะเจาะจงกว่าการแบ่งแค่ว่าผิวขาว ผิวกลาง หรือผิวเข้ม เฉดสีที่ครอบคลุมทุกคนอย่างแท้จริง ควรทำให้คนที่มีอันเดอร์โทนเย็นมีตัวเลือกได้มากพอ ๆ กับคนที่มีอันเดอร์โทนอุ่น”



