ได้แรงบันดาลใจมาจากแบรนด์อย่าง Drole De Monsieur และ Jaipur Rugs, แบรนด์ดาวรุ่งอย่าง Shankar เกิดจากความตั้งใจที่จะอนุรักษ์งานฝีมือ เชิดชูมรดกทางวัฒนธรรม และโอบอุ้มการแสดงตัวตนอย่างเต็มที่ แบรนด์ก่อตั้งโดย Jivan Purewal และภรรยา Simran ตั้งชื่อมาจากหมู่บ้านของคุณปู่ของ Purewal ในรัฐปัญจาบ และหยิบแรงบันดาลใจมาจากดนตรีดั้งเดิม สถาปัตยกรรม และเรื่องราวการเติบโตของเขาเอง
Purewal นิยามแบรนด์นี้ว่าเป็น “เรื่องเล่าระหว่างตะวันออกพบตะวันตก” ผสานจุดเริ่มต้นอันเรียบง่ายในอินเดียเข้ากับความเนี้ยบแบบอิตาเลียน จนกลายเป็นเลเบลแฟชั่นที่โดดเด่นด้วยการเล่าเรื่อง งานฝีมือ และวัฒนธรรมอย่างมีเอกลักษณ์ ด้วยอิทธิพลจากงานออกแบบสถาปัตยกรรมและอาคารแบบอินเดีย (ซึ่งถ่ายทอดโดยตรงลงสู่ดีไซน์ของเสื้อผ้า) Shankar จึงกลายเป็นสื่อกลางในการรักษาเทคนิคดั้งเดิม พร้อมพาต่อยอดสู่อนาคต
เราได้พูดคุยกับ Purewal เพื่อเจาะลึกจุดกำเนิดของแบรนด์ การเปลี่ยนผ่านจากงานตัดเย็บตามสั่งสู่เสื้อผ้าสำเร็จรูป และวิสัยทัศน์ที่เขามีต่ออนาคตของ Shankar
เลื่อนอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มด้านล่าง และแวะไปที่ เว็บไซต์ของแบรนด์ เพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม
เล่าให้ฟังหน่อยว่าจุดมุ่งหมายเบื้องหลังการสร้างแบรนด์คืออะไร อะไรคือจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับคุณ?
ผมไม่ได้มาจากสายศิลปะหรือแฟชั่นเลย ผมเรียนเศรษฐศาสตร์ ชีวิตที่ผ่านมาอยู่ในโลกการเงินและองค์กรล้วน ๆ แต่ผมรู้สึกผูกพันกับรากเหง้า การเติบโต และวัฒนธรรมปัญจาบที่โอบล้อมผมมาตลอด แบรนด์นี้จึงเหมือนค็อกเทลที่ผสมผสานสองวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน ผมเกิดและเติบโตในสหราชอาณาจักร แต่ก็ยังยึดโยงกับรากเหง้าของตัวเองมาก จริง ๆ แล้วผมเพิ่งเริ่มพูดภาษาอังกฤษตอนหกขวบ เพราะครึ่งปีผมจะกลับไปอยู่ที่หมู่บ้านของคุณปู่ในรัฐปัญจาบที่ชื่อ Shankar ซึ่งกลายมาเป็นชื่อของแบรนด์ในวันนี้
ครั้งหนึ่งผมเดินทางไปอินเดียอยู่หกเดือนเพื่อ Shankar โดยเฉพาะ ในฐานะโปรเจ็กต์ค้นคว้า ผมไปศึกษาเทคนิคเก่าแก่ต่าง ๆ ที่ลงมือฝึกฝนเองที่นั่น และกับหลายเทคนิคที่ได้พบ ผมรู้ทันทีว่า “นี่คือของอินเดีย นี่แหละคือ วัฒนธรรมของเรา”
ช่วงล็อกดาวน์ ผมดูแลคุณปู่ที่เพิ่งผ่าตัดเสร็จ เรานั่งเปิดอัลบั้มรูปเก่า ๆ ของครอบครัวดูย้อนอดีตกัน สไตล์การแต่งตัวสมัยก่อนมันน่าเหลือเชื่อมาก พวกเขาไม่มีทางออกจากบ้านโดยไม่ใส่สูทสองแถวกับเนกไทเลย เหมือนหลอดไฟลุกวาบขึ้นมา และตอนนั้นแหละ ไอเดียทั้งหมดก็ผุดขึ้นมาในหัวทันที
ผมอยากแสดงความเคารพต่อจุดเริ่มต้นของเรื่องราวชีวิตตัวเองมาตลอด แต่ตอนแรกยังไม่รู้ว่าจะถ่ายทอดผ่านช่องทางไหน สุดท้ายมันก็กลายเป็นแฟชั่นโดยธรรมชาติ ทุกวันนี้ผมทำธุรกิจครอบครัวเต็มเวลา ดูแลร้านสะดวกซื้อและขาย Mars bars ส่วน Shankar คือพื้นที่ปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ของผม
สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก Shankar คุณอยากให้พวกเขาเข้าใจอะไรเกี่ยวกับตัวแบรนด์และพันธกิจของคุณ?
ผมคิดว่าพันธกิจของเรา และสิ่งที่ผมเชื่ออย่างหนักแน่น คือเราต้องหันกลับไปให้เกียรติจุดเริ่มต้นของตัวเอง มันสำคัญมากที่เราจะไม่ลืมรากเหง้าและที่มาของบรรพบุรุษที่มาก่อนเรา ว่าพวกเขาทำอะไรไว้บ้างเพื่อปูทางให้เราเดินมาถึงวันนี้
ทุกดีไซน์ของเราเริ่มจากการสเก็ตช์และออกแบบด้วยมือล้วน ๆ เราโฟกัสเรื่อง slow fashion อย่างจริงจัง ผมพูดเสมอเกี่ยวกับ Shankar ว่าเราไม่ใช่แบรนด์ที่ต้องการจะใหญ่ที่สุด อาจไม่มีวันไปอยู่ระดับเดียวกับแบรนด์ยักษ์ ๆ ด้วยซ้ำ แต่สำหรับเรา สิ่งสำคัญคือคุณภาพเหนือปริมาณ และทั้งหมดเริ่มตั้งแต่กระบวนการออกแบบ
เล่าให้ฟังถึงกระบวนการสร้างสรรค์หน่อย ในฐานะแบรนด์ใหม่ที่กำลังออกแบบคอลเล็กชันจริงจังเป็นครั้งแรก คุณเริ่มต้นจากตรงไหน?
ทุกวันนี้เราอยู่ในตลาดที่แบรนด์ใหญ่ ๆ ปล่อยคอลเล็กชันใหม่ออกมาไม่หยุด เพราะมีทีมพร้อมและทำงานในโหมด fast fashion แต่สำหรับเรา เสื้อผ้าแต่ละชิ้นต้องมีความหมายจริง ๆ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการออกแบบไปจนถึงการเลือกผ้า และคนที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการสร้างสรรค์ เราเป็นเหมือนนักเล่าเรื่องทางวัฒนธรรมในรูปแบบของแบรนด์ และภาพลักษณ์คือกุญแจสำคัญ ตั้งแต่ต้นทาง ทุกอย่างคือการเล่าเรื่อง และหวังว่าจะไปแตะหัวใจของคนที่ได้เห็น ไม่ว่าจะตัดสินใจซื้อหรือไม่ก็ตาม อย่างน้อยก็ให้เกิดความรู้สึกชื่นชม หรือความรู้สึกบางอย่างที่เขาเชื่อมโยงกับมันได้
คุณคิดว่าแรงบันดาลใจหลัก ๆ ของคุณมาจากไหน?
ทีมของเราเล็กมาก จริง ๆ ก็มีแค่ผมกับภรรยา พูดกันตรง ๆ คือมันก็แค่กรุ๊ป WhatsApp ที่มีพ่อแม่ผมอยู่ด้วย แล้วทุกคนก็ส่งแรงบันดาลใจเข้ามา ผมมีคลังไอเดียอยู่ตลอดเวลา ผมชื่นชอบสถาปัตยกรรมแบบโมกุลและทุกอย่างที่เกี่ยวกับพระราชวังโมกุลมาตลอด นั่นเป็นแหล่งแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับผม แล้วพอได้เห็นมันในหมู่บ้านของตัวเอง ผมเลยอยากดึงสิ่งเหล่านั้นออกมาให้มีชีวิตบนเสื้อผ้า
สำหรับคอลเล็กชันล่าสุด ผมเริ่มจากการมองดูม็อติฟต่าง ๆ ที่อยู่บนตัวอาคาร ตามกรอบและขอบสถาปัตยกรรม แล้วเราก็ลงมือลอกลายด้วยมือจริง ๆ จากนั้นจึงสเก็ตช์และเพนต์ต่อด้วยมือทั้งหมด ด้านความงาม ผมหลงใหลคอนเซปต์ old money, old sport และความเนี้ยบแบบ Italian sartorial elegance มาตลอด เป็นเรื่องของการวางม็อติฟอย่างกล้าหาญ เสื้อเชิ้ตรีสอร์ตสไตล์คิวบา และสูทสองแถวตัวโคร่ง
ทั้งหมดจึงเป็นเรื่องเล่าตะวันออกพบตะวันตก ใช้งานศิลป์และสถาปัตยกรรมแบบอินเดีย ผสมกับการจัดวางและเฉดสีบางส่วนที่ได้แรงบันดาลใจจากแฟชั่นอิตาเลียนและความเนี้ยบสง่างามในแบบนั้น
ตอนนี้มีแบรนด์หรือดีไซเนอร์คนไหนที่คุณชื่นชมเป็นพิเศษบ้าง?
Drole de Monsieur, ผมชอบงานภาพ การเล่าเรื่อง และความเป็นภาพยนตร์ของพวกเขามาก มันแทบจะเหมือนกำลังดูหนัง และบางแคมเปญก็ดูราวกับเป็นฉากหนึ่งที่หลุดออกมาจากเรื่อง The Godfather. นอกเหนือจากแฟชั่น ยังมีแบรนด์ในอินเดียที่โฟกัสงานโฮมแวร์และพรมชื่อว่า Jaipur Rugs เช่นกัน
ท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายในอนาคตของคุณคืออะไร และคุณมองเห็นการเติบโตของ Shankar ไปในทิศทางไหน?
หลายคนอาจไม่รู้ว่าเราเริ่มต้นจากการเป็นแบรนด์แฟชั่นแบบ bespoke ก่อน แล้วค่อย ๆ ขยับตัวเองให้กลายเป็นแฟชั่นเฮาส์ ตอนที่เริ่มออกคอลเล็กชันของตัวเองสู่ตลาด เรามีโปรเจ็กต์น่าตื่นเต้นร่วมกับศิลปินสายดนตรี และศิลปินในโลกของการเต้น ศิลปะ และดนตรี ผลิตผลงานแบบชิ้นเดียวในโลกและคอลเล็กชันลิมิตเต็ด ซึ่งนี่คือภาพในระยะสั้นถึงระยะกลางของแบรนด์เรา
ระยะยาว เราจะให้แฟชั่นเป็นหนึ่งในอาวุธหลักของเราเสมอ เหตุผลที่ผมเริ่มทำ Shankar และยังคงทำต่อ คือเราอยากเฉลิมฉลองวัฒนธรรมและงานศิลปะทุกรูปแบบ ผมอยากให้มันกลายเป็นเหมือนขบวนการใหญ่ คล้ายเทศกาลที่รวบรวมศิลปะและวัฒนธรรม แฟชั่น ของแต่งบ้าน และอาจรวมถึง spoken word ด้วย ทุกอย่างถูกเขียนไว้แล้วในชื่อแบรนด์—Shankar World ผมอยากให้มันเป็นโลกของ Shankar ที่คุณสามารถเข้ามาแสดงตัวตน เล่าเรื่องราวของตัวเอง และค้นพบความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งได้จริง ๆ



