ศิลปินชาวเบลเยียม Angèle คัมแบ็กแบบไม่มีแผ่ว
เราชวนศิลปินชาวเบลเยียม Angèle มานั่งคุยถึงการกลับมาทำเพลงครั้งใหม่ของเธอร่วมกับดูโอ้ French electro-house ชื่อดัง Justice
Angèle อาจจะเป็นชื่อที่ทุกบ้านทั่วยุโรรู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่ถ้าเธอยังไม่อยู่ในเรดาร์ของคุณ ลองถือว่านี่คือการทำความรู้จักกันอย่างเป็นทางการสักครั้ง ศิลปินป๊อปชาวเบลเยียม คนนี้ ค่อย ๆ สร้างเส้นทางดนตรีป๊อปยุคใหม่ที่น่าจับตาที่สุดเส้นหนึ่งอย่างเงียบ ๆ ด้วยการขึ้นแสดงในงาน Paris Olympics รอบปิดการแข่งขัน ขึ้นเวทีที่งาน Coachella, ร่วมงานกับ Dua Lipa และก้าวขึ้นเป็น Chanel ambassador ไปพร้อม ๆ กัน ในวัยเพียง 30 ปี เธอก็สามารถบาลานซ์ทั้งความสำเร็จบนชาร์ตและอิทธิพลทางวัฒนธรรมไว้กับลุคคูล ๆ แบบไม่ต้องพยายามได้อย่างลงตัวแล้ว
ศิลปินหญิงสายแต่งเองร้องเองคนนี้แจ้งเกิดเต็มตัวในปี 2018 กับอัลบั้มเปิดตัว Brol, ที่เผยให้เห็นมุมมองต่อโลกยุคใหม่ที่ทั้งเล่นสนุกแต่คมกริบผ่านเนื้อเพลงของเธอ ซิงเกิลเด่น “Balance Ton Quoi” กลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็ว พัฒนาต่อมาเป็นเพลงสัญลักษณ์เฟมินิสต์ที่ดังไกลเกินกว่าหน้าชาร์ต และถูกผูกโยงอย่างแนบแน่นกับกระแส #MeToo ในฝรั่งเศส สองปีถัดมา อิทธิพลของ Angèle ขยายสู่ระดับโลกเมื่อเธอจับมือกับ Dua Lipa ในเพลงสองภาษาช่วงล็อกดาวน์ “Fever” ฮิตข้ามพรมแดนที่พาเธอออกจากกรอบป๊อปภาษาฝรั่งเศสไปไกล
แต่การใช้ชีวิตใต้สปอร์ตไลต์ไม่เคยเป็นเรื่องง่าย แท็บลอยด์ฝรั่งเศสเคยแฉเรื่องเพศสภาพของเธอก่อนที่เธอจะได้เลือกเล่าในแบบของตัวเอง ขณะที่สังคมก็เทน้ำหนักความคาดหวังลงบนตัวเธอในฐานะสัญลักษณ์เฟมินิสต์อย่างเต็มเปา เมื่อภายหลังเกิดประเด็นดราม่ารอบตัวพี่ชาย กระแสตีกลับก็มาแรงและหลายครั้งก็พุ่งเป้ามาที่เธออย่างไม่ยุติธรรม ในปี 2021 Angèle พูดถึงแรงกดดันจากชื่อเสียงที่มาแบบฉับพลันผ่านสารคดีของเธอบน Netflix ให้คนได้เห็นผลกระทบด้านอารมณ์ของการใช้ชีวิตในที่สาธารณะอย่างตรงไปตรงมา ตอนนี้เมื่อก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่ของชีวิตและการงาน เธอกลับมาพร้อมการรู้จักตัวเองชัดขึ้นและอิสระทางเสียงดนตรีมากกว่าเดิม
วันนี้รู้สึกยังไงบ้าง ตื่นเต้นกับโชว์คืนนี้ไหม?
ดีใจมากที่ได้มาอยู่ที่นี่ คืนนี้ต้องสนุกสุดเหวี่ยงแน่นอน
ช่วยเล่าเกี่ยวกับตัวเองและเส้นทางดนตรีของคุณจนถึงตอนนี้ให้ฟังหน่อยได้ไหม
ฉันมาจาก Belgium แล้วก็ใช้ชีวิตสลับไปมาระหว่าง Brussels, Paris และ New York. ฉันรู้สึกว่าโชคดีมาก เพราะชอบใช้ชีวิตอยู่หลาย ๆ ที่ ฉันทำเพลงมาเกือบ 10 ปีแล้ว ทั้งโปรดิวซ์ เขียนเพลง แล้วก็บางครั้งก็ร่วมงานกับศิลปินคนอื่น ๆ นั่นแหละคือเหตุผลที่ฉันมาอยู่ที่นี่ ฉันเพิ่งทำเพลงใหม่กับ Justice เสร็จ แล้วก็ตื่นเต้นมาก เพราะมันผ่านมาหลายปีแล้วตั้งแต่ปล่อยผลงานครั้งล่าสุด ตอนนี้ได้กลับมาอีกครั้ง รู้สึกดีสุด ๆ
ฉันได้รู้จักเพลงของคุณเหมือนกับหลาย ๆ คนจากซิงเกิล “Balance ton quoi” ในปี 2018 เพลงนั้นกลายเป็นเหมือนเพลงสัญลักษณ์เฟมินิสต์และพาคุณแจ้งเกิดครั้งใหญ่ รู้สึกอย่างไรบ้างตอนนั้น แล้วคุณรับมือกับสถานะใหม่ในวงการยังไง?
ใช่เลย อย่างที่คุณพูด เพลงนั้นกลายเป็นเหมือนเพลงสัญลักษณ์เฟมินิสต์จริง ๆ ซึ่งก่อนหน้านั้นฉันไม่เคยคิดถึงมันแบบนั้นเลย ฉันยังจำตอนเขียนเพลงในอพาร์ตเมนต์จิ๋ว ๆ ของตัวเองที่ Brussels ได้ วิวก็แปลก ๆ นิดหน่อย ฉันเห็นภาพตัวเองตอนนั้นที่ยังไม่รู้เลยว่าชีวิตข้างหน้าจะเป็นยังไง ช่วงแรกทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติมาก แต่สักพักฉันก็เริ่มรู้ตัวว่าตัวเองถูกมองเป็นเหมือนตัวแทนของเฟมินิสต์ นั่นคือความรับผิดชอบมหาศาลสำหรับเด็กผู้หญิงวัย 21 ที่แค่อยากทำเพลง อยากปล่อยใจไปกับเนื้อร้องนิด ๆ หน่อย ๆ และพูดในสิ่งที่ตัวเองอยากพูด ฉันพยายามยอมรับและทำความเข้าใจด้วยซ้ำว่าจริง ๆ แล้วตัวเองกำลังพูดเรื่องอะไรกันแน่ ตอนนั้นฉันเพิ่งเริ่มพัฒนามุมมองเรื่องเฟมินิสต์ของตัวเอง และมันก็น่าสนใจเพราะฉันมองว่าตัวเองเป็นเฟมินิสต์ที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาเสมอ ฉันคิดว่าการเปิดใจและเรียนรู้ที่จะประพฤติตัวให้ดีขึ้นตลอดเวลาเป็นเรื่องดี ฉันคิดถึงเป้าหมายของตัวเองในฐานะศิลปิน ในฐานะศิลปินผู้หญิง และคิดว่าตัวเองจะทำให้เสียงของตัวเองถูกได้ยินได้ยังไง นั่นแหละคือสิ่งสำคัญสำหรับฉัน และคือสิ่งที่ฉันพยายามถ่ายทอดลงในเพลง
คุณผ่านอะไรมากมายกับแท็บลอยด์ฝรั่งเศสมาแล้ว คุณรับมือกับการถูกสื่อจับจ้องยังไงบ้าง?
เรื่องนี้ก็ยังเป็นกระบวนการที่กำลังเรียนรู้อยู่เหมือนกัน การเติบโตขึ้นช่วยได้จริง ๆ แล้วก็การให้เวลากับตัวเองด้วย ฉันห่างจากสื่อและความสนใจทั้งหมดเกือบสองปี ซึ่งสำคัญกับฉันมากและช่วยได้เยอะ ก่อนหน้านั้นฉันยังรู้สึกเหมือนเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ติดอยู่ในร่างของตัวเอง ทุกคำวิจารณ์ ทุกคอมเมนต์ด้านลบ หรือข่าวแท็บลอยด์ต่าง ๆ ทำให้เจ็บปวดมากและโหดร้ายเอาเรื่อง จากนั้นฉันก็เริ่มเข้าใจว่าน่าเสียดายที่มันเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นคนดังและการกล้าที่จะพูดอะไรบางอย่าง การได้เล่นโชว์ต่อหน้าคนที่รักคุณมันก็มาพร้อมด้านมืดแบบนี้ แต่ฉันก็เรียนรู้ที่จะรับมือ ฉันคิดว่าทุกอย่างค่อย ๆ ดีขึ้นตามเวลา และตอนนี้ฉันอยู่ในจุดที่ดีขึ้นมาก ฉันก็รู้ชัดด้วยว่าตัวเองโชคดีแค่ไหน เมื่อก่อนฉัน “รู้” ว่าตัวเองโชคดี หรือสมองรู้ แต่หัวใจยังไม่รู้สึก เพราะมันล้นไปหมด พอช่วงหลังได้มีเวลาให้ตัวเองเยอะขึ้น ฉันเลยรู้สึกขอบคุณมาก ๆ ตอนนี้ถ้ามีเรื่องลบ ๆ เข้ามา ฉันสามารถรับมันไว้แล้วผลักออกไปได้
อย่างที่คุณเล่าไปว่าคุณเพิ่งปล่อยเพลงใหม่กับ Justice เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่าการร่วมงานครั้งนี้เริ่มต้นยังไง แล้วขั้นตอนการทำเพลงเป็นแบบไหนบ้าง?
นี่คือหนึ่งในวงที่ฉันฟังบ่อยที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ ฉันจำได้ว่าฟังพวกเขาตั้งแต่ตอนอายุ 12–13 ปี พวกเขาเลยเป็นส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจทางดนตรีของฉันมาตลอด ฉันไม่เคยคิดจะขอคอลแลบด้วย เพราะในหัวมันยังไม่เคยมีตัวเลือกนั้นด้วยซ้ำ จนวันหนึ่งฉันไปดูโชว์ของพวกเขา แล้วก็ไปทักทายหลังเวที วิธีที่พวกเขาถามคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่ฉันกำลังทำอยู่ตอนนั้นทำให้ฉันคิดว่า เอ๊ะ เขาแค่สุภาพมาก ๆ หรือเขาสนใจจริง ๆ กันแน่ ฉันเลยเลือกเชื่อแบบที่สอง แล้วถามไปว่า “อยากมาสตูดิโอมาฟังเดโมของฉันไหม ฉันอยากรู้ว่าคุณคิดยังไง” แล้วพวกเขาก็ตอบว่า “ได้สิ” ทุกอย่างก็เริ่มจากตรงนั้น ฉันส่งเพลงที่แต่งไว้ให้ เพราะฉันไม่อินกับโปรดักชันเดิมเท่าไร แต่รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่ใช่ในเพลง เพียงแต่ไม่รู้จะทำต่อยังไง ฉันไม่ได้คาดหวังเลยว่าพวกเขาจะตอบตกลง คิดแค่ว่าลองดู แล้วสุดท้ายพวกเขาก็ส่งเวอร์ชันที่กลายเป็นบังเกอร์กลับมาให้แบบนั้น
ว้าว ทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติมาก เหมือนถูกเขียนไว้แล้วเลยนะ!
ใช่เลย ฉันว่าเรามีบางอย่างเหมือนกัน ตรงที่เราทำอะไรไม่ได้ถ้าไม่เชื่อในสิ่งนั้นสุดหัวใจ พวกเขาชอบบรรยากาศของเพลงกับเนื้อร้องที่แอบซนหน่อย ๆ ก็เลยลุยเต็มที่
เพลงนี้เหมือนเป็นก้าวกระโดดเข้าสู่โลก electronic dance music เลย อะไรเป็นจุดเปลี่ยนให้คุณตัดสินใจก้าวมาทางนี้ แล้วเราจะได้เห็นงานแนวนี้จากคุณอีกไหม?
แน่นอนเลย คุณคาดหวังงานแนวนี้จากฉันได้อีก ฉันยังคิดด้วยซ้ำว่าในภาพรวมของวงการป๊อป เราเห็นชัดมากว่าแนวนี้กำลังกลับมา สำหรับฉันมันมีความเป็นอารมณ์หลังยุคโควิดมาก ๆ เราทุกคนเพิ่งผ่านช่วงมืดมนที่วงการวัฒนธรรมแทบหยุดนิ่ง โลกยุ่งเหยิงไปหมด และเราทุกคนก็ต้องการเต้น ต้องการปลดปล่อย เมื่อฉันพูดว่าปาร์ตี้ก็ไม่ได้หมายถึงต้องออกไปงานปาร์ตี้จริง ๆ เสมอไปนะ ฉันเป็นคนที่ชอบเต้นคนเดียวที่บ้านเพื่อเชียร์อัพตัวเองมาตลอด ฉันรักและฟังเพลง electronic มาตั้งนาน ช่วงหลังฉันอินกับ “French touch” มากเป็นพิเศษ เหมือนมีอะไรบางอย่างลอยอยู่ในอากาศ ฉันเลยคิดว่าแทนที่จะฟังอย่างเดียว ทำไมไม่ลองหยิบทั้งแนวเพลงที่ตัวเองโตมากับมันมาเป็นแรงบันดาลใจด้วยล่ะ
ดูเหมือนคุณไม่ได้แค่เปิดยุคใหม่ทางด้านซาวนด์ แต่ยังรวมถึงด้านภาษา หลังจากพาเพลงฝรั่งเศสไปสู่เวทีระดับโลก อะไรทำให้คุณตัดสินใจเริ่มร้องเพลงเป็นภาษาอังกฤษ แล้วทำไมต้องตอนนี้?
จริง ๆ แล้วฉันเริ่มร้องเพลงเป็นภาษาอังกฤษตั้งแต่แรกเลย ฉันไปเรียนที่ Antwerp, ที่นั่นเราไม่ได้พูดฝรั่งเศสกัน แต่พูด Flemish ดังนั้นโรงเรียนจึงใช้ภาษาอังกฤษ ฉันร้องแต่เพลงมาตรฐาน เพราะเป็นโรงเรียนแจ๊ส ช่วงที่เริ่มร้องเพลงจริง ๆ ก็เลยร้องเป็นภาษาอังกฤษอยู่ประมาณสองปี มันสนุกดีนะ เหมือนได้ย้อนกลับไปยังรากของตัวเอง ทั้งที่ฉันไม่ใช่เจ้าของภาษาก็ตาม ฉันชอบเสียงของภาษาอังกฤษมาก และคิดว่าภาษานี้เปิดโอกาสให้เล่นกับน้ำเสียง การออกเสียง และจังหวะเน้นคำได้หลากหลายแบบ ซึ่งในภาษาฝรั่งเศสไม่มี มันเป็นวิธีเข้าไปหาการร้องเพลงที่แตกต่างออกไปเลย
อีกครั้งที่ทุกอย่างมันเกิดขึ้นแบบธรรมชาติมาก อัลบั้มแรกมีเพลงภาษาอังกฤษอยู่บ้าง แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างอัลบั้มที่สองกลับไม่มีเลย ฉันเองก็อธิบายไม่ได้เหมือนกันว่าทำไม คิดว่าช่วงนั้นฉันน่าจะได้แรงบันดาลใจจากภาษาฝรั่งเศสมากกว่า แถมตอนเขียนอัลบั้มยังเป็นช่วงโควิดที่ไม่ได้เดินทางเลยตลอดเวลา สองปีที่ผ่านมา ฉันมีโอกาสได้ใช้เวลาอยู่ที่ New York และเมืองนอกที่อื่น ๆ นานขึ้น เลยคิดว่านั่นแหละคือจุดที่ทำให้ฉันเริ่มอยากพาภาษาอังกฤษกลับมาอยู่ในเพลงของตัวเองอีกครั้ง
คุณเล่นเพลงนี้ต่อเนื่องบนเวทีในคลับสุดฮอตทั่วยุโรปเลย มีทิปส์สำหรับการฟื้นตัวให้รู้สึกดีหลังจากคืนที่แดนซ์ยันเช้าไหม?
ฉันว่าต้องเริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่ก่อนวันรุ่งขึ้น ก่อนนอนให้ดื่มน้ำเยอะ ๆ หน่อย อาจจะต้องลุกเข้าห้องน้ำบ่อย แต่นั่นคือราคาที่ต้องจ่าย ฉันคิดว่าการกินอะไรสักอย่างกับดื่มน้ำให้เพียงพอคือสองอย่างที่สำคัญที่สุด ถ้าคุณมีคืนที่ดีแล้ว ต่อให้แฮงก์นิดหน่อยก็ยังตื่นมาอารมณ์ดีได้อยู่ดี แต่เคล็ดลับอันดับหนึ่งและแทบจะอย่างเดียวเลยก็คือ ดื่มน้ำ
คุณได้ร่วมงานกับกลุ่มเต้นสัญชาติฝรั่งเศส (LA)Horde ในมิวสิกวิดีโอที่ออกมาสวยมาก เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่าประสบการณ์การเปลี่ยนเพลงให้กลายเป็นโลกภาพวิชวลเป็นยังไงบ้าง?
การได้ทำอะไรแบบนั้นสนุกเสมอ บางครั้งฉันเขียนเพลงแล้วเห็นภาพชัดเลยว่าต้องเป็นยังไง มีคอนเซ็ปต์เต็มรูปแบบอยู่ในหัว แต่บางครั้งมันคือเรื่องของความรู้สึกล้วน ๆ เพลงนี้ก็เป็นแบบหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะฉันเขียนเพลงก่อน แล้ว Justice มาทำโปรดักชันทีหลังจนพามันไปอยู่อีกมิติหนึ่งเลย ฉันว่าพวกเราทุกคนได้แรงบันดาลใจจากกันและกันชัดเจน แน่นอนว่าพวกเขาใส่กลิ่นอายและศาสตร์แห่ง electronic music ที่เฉียบของตัวเองลงไปเต็มที่ ส่วนในแง่ภาพ ฉันเองก็มีไอเดียเยอะมาก เนื้อเพลงช่วยเล่าเรื่องได้ดี เพราะมันคือเรื่องรัก พูดถึงแรงดึงดูด แต่อยู่ในโทนแอบซุกซน มันเล่นสนุก และท่อนภาษาฝรั่งเศสก็จะหลุดกรอบหน่อย ดูเผิน ๆ เหมือนใส ๆ แต่จริง ๆ ไม่ได้ใสเลย ฉันแฮปปี้กับผลลัพธ์มาก วิดีโอเล่าเรื่องได้สวย แล้วก็รู้สึกเหมือนตัวฉันเองมากด้วย คุณจะเห็นเลยว่าฉันรู้สึกสอดคล้องกับตัวละครในวิดีโอแค่ไหน ฉันชอบงานของ (LA)HORDE มาก เลยรู้สึกว่านี่เป็นการจับคู่ที่เพอร์เฟ็กต์
คุณเคยร่วมงานกับศิลปินเบอร์ใหญ่หลายคน รวมถึง Dua Lipa ด้วย คอลแลบในฝันครั้งต่อไปของคุณอยากทำกับใคร?
คำถามดีมาก แต่ก็ตอบยากเหมือนกัน เพราะฉันแอบเชื่อเรื่องโชคลางนิดหน่อย เลยไม่อยากพูดแล้วทำให้มันล่ม แต่ฉันประทับใจและได้แรงบันดาลใจจากซีนผู้หญิงตอนนี้มาก ๆ ในโลกป๊อปมีศิลปินผู้หญิงที่เก่งเหลือเชื่อเต็มไปหมด และฉันตื่นเต้นมากที่ได้เห็นโปรดิวเซอร์ผู้หญิงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเมื่อก่อนหาได้ยากมาก ฉันไม่คิดเลยว่าเราเคยถูกบอกอย่างชัดเจนว่าผู้หญิงสามารถทำหน้าที่นั้นได้ ตอนเริ่มโปรดิวซ์ ฉันแทบไม่เชื่อในตัวเองเลย แต่ด้วยเวลา ความกล้า และความไม่รู้กลัวอยู่หน่อย ๆ ฉันก็ลองทำดู สุดท้ายก็โชคดีมากที่ได้เจอคนเก่ง ๆ และโปรดิวเซอร์เจ๋ง ๆ หลายคน แค่การได้ทำงานกับ Justice ในเชิงเทคนิคก็สุดยอดแล้ว ฉันได้เข้าใจเชิงเทคนิคในสิ่งที่พวกเขาทำ ถึงแม้จะยังมีส่วนที่อัจฉริยะเกินกว่าจะเข้าใจอยู่ดี การทำให้ตัวเองรู้สึกว่าเป็นโปรดิวเซอร์อย่างเต็มภาคภูมิเป็นเส้นทางที่ยาวนานจริง ๆ แต่ตอนนี้ฉันเห็นศิลปินมากขึ้น อย่างเช่น PinkPantheress ที่คว้ารางวัล Producer of the Year บนเวที BRITs, Rosalía ก็เคยได้รางวัลนี้ไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน นั่นคือเรื่องสำคัญมาก ฉันได้เจอโปรดิวเซอร์ผู้หญิงที่เก่งสุด ๆ หลายคนและได้เชื่อมต่อกัน เราต้องส่งเสียงเชียร์กันเองและรู้สึกว่าเราไม่จำเป็นต้องขอโทษที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่ที่เคยถูกผู้ชายยึดครอง ฉันว่าผู้ชายเองก็พร้อมจะเปิดรับแล้วเหมือนกัน มันน่าตื่นเต้นมาก และฉันแทบรอไม่ไหวที่จะเห็นซีนนี้เติบโตต่อไป
ถ้าฉันต้องให้คุณเลือกใครสักคนมา คอลแลบด้วยจริง ๆ คุณจะเลือกใคร?
เอาจริง ๆ ก็คงเป็น PinkPantheress แต่ก็มีศิลปินที่เก่งเหลือเชื่ออีกเยอะมาก ฉันชอบ Caroline Polachek, แล้วฉันก็ได้เจอ Zara Larsson เมื่อไม่นานมานี้และชอบเอเนอร์จี้ของเธอมาก ฉันชอบ Addison Rae, ฉันพูดถึง Rosalía ไปหรือยังนะ? ตอนนี้มีศิลปินป๊อปเจ๋ง ๆ เยอะจริง ๆ ฉันคิดว่าการคอลแลบมันอยู่ที่การได้เจอใครสักคนแล้วเกิดคอนเน็กชันกันมากกว่า ฉันเปิดกว้างสุด ๆ ที่จะร่วมงานกับศิลปินหลาย ๆ คนเลย
คุณขึ้นแสดงบนเวทีใหญ่ทั่วโลก ทำสารคดีบน Netflix ทัวร์กับ Dua Lipa และเป็น Chanel ambassador อีกต่างหาก ปีหน้าพวกเราควรรออะไรจากคุณได้บ้าง?
หวังว่าจะมีเพลงเยอะ ๆ เลย เพราะตอนนี้ฉันพร้อมมากที่จะกลับมาพร้อมงานเพลง ก้าวแรกเล็ก ๆ ก้าวนี้ทำให้ฉันตื่นเต้นมาก และอยากรู้ว่ามันจะพาไปถึงไหน เพลงนี้สนุกเพราะมันแตกต่างจากที่เคยทำมาโดยสิ้นเชิง ทั้งภาษาฝรั่งเศส ทั้งภาษาอังกฤษ เป็นอีกโลกหนึ่งไปเลย ฉันอยากเห็นมากว่าคนฟังจะตอบรับยังไง แล้วก็แทบรอไม่ไหวที่จะได้เจอผู้ฟังหน้าใหม่ ๆ
คำถามสุดท้ายของฉันคือ คุณอยากบอกอะไรกับ Angèle วัย 18 ปี?
คำถามน่ารักดี ตอนอายุ 18 ฉันเพิ่งเริ่มเรียนแจ๊ส แล้วก็ไม่ค่อยมั่นใจในทางเลือกนั้นเท่าไร แต่พอมองย้อนกลับไป ฉันว่าตัวเธอทำได้ดีเลยนะ สิ่งที่ฉันอยากบอกคือ อย่าลังเลที่จะออกไปเจอผู้คน อย่าเขินอายเกินไป อย่าขอโทษตลอดเวลา เธอมีสิทธิ์เต็มที่ที่จะเป็นนักดนตรีผู้หญิง มันโอเคมาก นั่นแหละคือสิ่งที่ฉันอยากจะบอก



















