ปฏิทินที่จับทุกจังหวะของวัฒนธรรมคนผิวดำไว้ในภาพเคลื่อนไหว
เดือนที่แล้ว DonYé Taylor เปิดตัว “Black Standard Time Calendar” คู่กับจิตรกรสายบุกเบิก Fritz Von Eric — เดือนนี้ทั้งคู่พาเราเจาะลึกเบื้องหลังโปรเจกต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ขายหมดเกลี้ยงไปแล้ว
ศิลปะรายล้อมเราอยู่ทุกที่ แต่ก็ไม่ได้สะท้อนตัวตนของเราเสมอไป—อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในแบบที่เราคุ้นชินในการมองเห็นตัวเองอยู่ในนั้น
เวลาเรามองดูงานศิลปะ เรามักหวังจะได้เห็นตัวเองสะท้อนกลับมาDonYé Taylorรู้ซึ้งถึงความสำคัญของการถูกมองเห็นในงานศิลปะดี จึงตั้งใจอุทิศตัวให้กับภารกิจในการนิยามใหม่ว่า ประวัติศาสตร์ของคนผิวดำจะถูกบันทึกและเฉลิมฉลองผ่านศิลปะได้อย่างไร
เมื่อเดือนที่แล้ว มัลติทาเลนต์คนนี้เพิ่งเปิดตัวโปรเจ็กต์ในฝันที่เธอทำต่อเนื่องมาหลายเดือนอย่าง “Black Standard Time Calendar” – โปรเจ็กต์คอลลาบสุดครีเอทีฟกับจิตรกรหัวก้าวหน้าอย่าง Fritz Von Eric. หนึ่งเดือนถัดมา ทั้งคู่มาพบกับ Hypebae เพื่อเล่าเบื้องหลังวิธีตีความช่วงเวลาสำคัญที่นิยามวัฒนธรรมในประวัติศาสตร์คนผิวดำผ่านมุมมองร่วมสมัยของพวกเขา
ชมโพสต์นี้บน Instagram
ตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ช่วง Black History Month “Black Standard Time Calendar” ก็ขายหมดเกลี้ยงบนเว็บไซต์ของ Nüclei – แบรนด์โฮมเดโคร์สายอินเทลเล็กชวลของ Taylor เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจสำหรับ ใครเลย, เพราะตัวปฏิทินเมื่อจับคู่กับ ภาพวาดที่สั่งทำพิเศษโดย Von Eric, ได้รีอิมเมจช่วงเวลาหมุดหมายสำคัญทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต รวมถึงเหล่าผู้นำความคิดที่เหนือความธรรมดา Taylor เล่าว่า “ฉันมักรู้สึกว่ามันมีช่องว่างระหว่างชีวิตที่ฉันใช้ในฐานะคนผิวดำ กับชีวิตของคนผิวดำที่ถูกเล่าในทีวี สื่อ หรืออะไรทำนองนั้น ฉันเลยอยากถ่ายทอดความเป็น Blackness และ Black excellence แบบที่ฉันเห็นเอง—ฉันไม่อยากเล่าประวัติศาสตร์คนผิวดำผ่านเลนส์ของบาดแผล การต่อสู้เพื่อสิทธิ เลือด และความทุกข์ทรมานอย่างเดียวอีกต่อไป”
เพราะท้ายที่สุดแล้ว พวกเรามีมากกว่านั้น ประวัติศาสตร์ของเราซับซ้อนหลายชั้น เป็นผืนพรมทางวัฒนธรรมขนาดใหญ่ที่ถักทอจากนวัตกรรมและความกล้าที่จะมองไปข้างหน้า แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีโอกาสมากมายให้เราได้เฉลิมฉลองบุคคลสำคัญจากอดีตที่ปูทางไว้ให้เรา ซึ่งครีเอทีฟจากแคลิฟอร์เนียคนนี้ย้ำชัดว่า “ฉันจะไม่มีวันลดทอนคุณค่าของงานที่คนก่อนหน้าฉันทำ จนทำให้ฉันมีโอกาสได้สร้างปฏิทินเล่มนี้ขึ้นมา”
Von Ericมีบทบาทสำคัญในการร้อยเรียงเรื่องราวเหล่านี้ให้เชื่อมต่อกันในบริบทโมเดิร์น ด้วยประสบการณ์ในฐานะอิลลัสเตรเตอร์และจิตรกรมากฝีมือ เขาเข้ามาเขย่าวงการครีเอทีฟนิวยอร์กด้วยภาษาภาพที่เป็นเอกลักษณ์ เน้นสำรวจประสบการณ์ความเป็นมนุษย์ สำหรับโปรเจ็กต์ “Black Standard Time Calendar” ศิลปินจาก Houston คนนี้ได้ใช้พรสวรรค์สร้างสรรค์ภาพวาดทั้ง 12 ชิ้นขึ้นใหม่ โดยมีทั้งใบหน้าคุ้นตาอย่าง Virgil Abloh ในฐานะ Black Creative Director คนแรกของ Louis Vuitton ซึ่งปรากฏอยู่บนปกปฏิทิน และ Rihanna ในเดรสคริสตัล Swarovski อันไอคอนิกจากงาน CFDA ปี 2014
ในบทสนทนาต่อไปนี้ Hypebae จะพาลงลึกสู่โปรเจ็กต์นี้ร่วมกับ DonYé Taylor และ Fritz Von Eric
เลื่อนต่อเพื่ออ่านแบบจัดเต็ม
จุดเริ่มต้นของโปรเจ็กต์ “Black Standard Time Calendar” คืออะไร?
DonYé Taylor:ฉันอยากรีแบรนด์ภาพจำของประวัติศาสตร์คนผิวดำใหม่ อยากให้ผู้คนให้เกียรติประวัติศาสตร์ของคนผิวดำที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ด้วย ประวัติศาสตร์คนผิวดำมีมากกว่าพาเลตสีดำ แดง เหลือง เขียวที่เราเห็นกันตลอด สำหรับฉัน ประวัติศาสตร์คนผิวดำคือวันที่ Chief Keef ปล่อยเพลง “Love Sosa” ฉันยังจำได้เลยว่าตอนมิวสิกวิดีโอนั้นออกมา มันประวัติศาสตร์มากจริง ๆ เพราะเขาได้ปูทางให้กับซาวด์ Chicago drill ที่แทบจะกลายเป็นเสียงหลักในสิ่งที่พวกเราฟังกันทุกวันนี้ ฉันเลยเลือกวันที่จากเหตุการณ์ที่ฉันมองว่าเป็นประวัติศาสตร์คนผิวดำและเป็นหมุดหมายในฐานะครีเอทีฟของตัวเอง อย่างวันที่ Virgil [Abloh] กลายเป็น Black Creative Director คนแรกของ Louis Vuitton หรืออย่าง Rihanna และฉันยังใส่ Quinta Brunson เป็นหนึ่งในวันสำคัญเพราะสิ่งที่เธอทำไว้กับ “Abbot Elementary”
เล่าถึงการร่วมงานกันในโปรเจ็กต์นี้ให้ฟังหน่อย เคมีและไดนามิกด้านครีเอทีฟระหว่างคุณสองคนเป็นอย่างไรบ้าง?
Fritz Von Eric: การได้ทำงานกับ DonYé เหมือนฝัน แต่เหนือกว่านั้นคือทุกอย่างมันลงล็อก เธอคือภาพแทนของตัวตนแบบที่ผมอยากถ่ายทอดโดยธรรมชาติ: สไตล์ที่มาพร้อมสติปัญญา ความทะเยอทะยานที่ไม่ทิ้งความอ่อนโยน วิสัยทัศน์ที่เดินคู่กับวินัย
เรามีความไว้เนื้อเชื่อใจกันตั้งแต่แรก เธอให้เสรีภาพผมเต็มที่ในการตีความช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมคนผิวดำผ่านภาษาภาพของตัวเอง ความไว้วางใจแบบนี้หาได้ยาก มันไม่ใช่แค่ดีลงาน แต่มันคือการแลกเปลี่ยนที่ส่งต่อกันไปมาอย่างแท้จริง เป็นคอลลาบที่แท้จริงในแง่ที่ว่าเราทั้งคู่ต่างปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมนี้ แต่ก็พร้อมเปิดรับการตีความใหม่ในแบบสนุกและร่วมสมัย
DT: ฉันหลงรักงานของ [Fritz] มาตลอด โดยเฉพาะดีเทลที่เขาวาดผู้หญิงที่มีปานสวยตรงมุมปากด้านซ้าย ซึ่งตัวฉันเองก็มีปานตรงมุมปากซ้ายเหมือนกัน ครั้งแรกที่เห็นงานเขาฉันถึงกับคิดว่า “ว้าว นี่มันเหมือนภาพวาดของฉันเลย” มันเป็นเรื่องหายากมากที่เราจะได้เห็นตัวเองในงานศิลปะ ฉันรู้สึกว่าการที่เขาถ่ายทอดความเป็น blackness ในงานของเขา ตรงกับภาพที่ฉันเห็นในหัวเป๊ะ มันจัดจ้าน เต็มไปด้วยสีสัน และมีความลักซ์ที่มีกลิ่นอายอาว็องการ์ด เขาเป็นคนเดียวที่ฉันนึกออกว่าจะมาทำโปรเจ็กต์นี้ด้วยกันได้
เล่ากระบวนการทำงานตั้งแต่ต้นจนจบให้ฟังหน่อย
FVE:ทุกอย่างเริ่มจากการคุยกัน DonYé มาหาผมพร้อมลิสต์ยาวเหยียดของโมเมนต์ บุคคล และการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม สเกลโปรเจ็กต์ใหญ่มาก แต่ไทม์ไลน์กลับกระชั้น พอเราคัดเลือกรายการให้ชัดเจนแล้ว ผมก็ลุยทันทีและเชื่อสัญชาตญาณของตัวเอง เริ่มจากขึ้นโครง วางคอมโพส ท่าทาง และพลังงานของภาพ จากตรงนั้นภาพวาดแต่ละชิ้นก็เริ่มไหลลื่นออกมาแทบจะเป็นจังหวะดนตรี
DT: ฉันมีไอเดียปฏิทินนี้ช่วงเดือนกรกฎาคม [ปี 2025] แล้วติดต่อ Fritz ในเดือนสิงหาคม เราเริ่มทำงานกันประมาณวันที่ 23 สิงหาคม และฉันเพิ่งได้งานสุดท้ายจากเขาช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน รวม ๆ แล้วใช้เวลาประมาณสามเดือนครึ่ง เราทำงานกันแบบไทม์ไลน์แน่นมาก แต่เขาก็แบ่งทำเป็นเซกชัน ๆ ประมาณทุกสองถึงสามสัปดาห์จะได้ออกมาสักสามภาพ
Fritz ภาพวาดชิ้นไหนในปฏิทินนี้ที่ท้าทายที่สุดสำหรับคุณ? แล้วคุณชอบวาดชิ้นไหนมากที่สุด?
ทุกชิ้นมีน้ำหนักของมันเอง นี่คือโมเมนต์ไอคอนิก แทบจะศักดิ์สิทธิ์ในประวัติศาสตร์ร่วมกันของเรา หน้าที่ของผมคือการให้เกียรติช่วงเวลาเหล่านั้นโดยไม่ลดทอนคุณค่า และเติมสไตล์ลงไปโดยไม่ทำให้ความยิ่งใหญ่ของมันหายไป
[ถ้าพูดถึงชิ้นโปรด] ปกคือชิ้นที่มีความหมายกับผมเป็นพิเศษ ภาพของ Virgil มันไหลลื่นมาก ทุกอย่างประกอบร่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นบ่อย ๆ เวลาผมทำโปรเจ็กต์อะไรสักอย่าง ผมมักจะคิดเยอะเกินไป แต่งานชิ้นนี้ผมไม่คิดเยอะเลย และผมภูมิใจกับมันมาก
DonYé ก่อนจะมีโปรเจ็กต์ “Black Standard Time Calendar” ผลิตภัณฑ์แจ้งเกิดของคุณภายใต้แบรนด์ Nuclëi คือ “Brain Bank”แล้วอะไรคือสิ่งที่คุณมองว่าหายไปจากตลาด จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้คุณสร้างทั้งสองสิ่งนี้ขึ้นมา?
ฉันเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังย้อนแย้งกับตัวเอง ฉันทุ่มเททำงานให้คนอื่นผ่านการมาร์เก็ตติ้ง การเป็นครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ และที่ปรึกษา จนไม่มีเวลาเหลือให้ตัวเอง ฉันลืมไปเลยว่าการสร้างสรรค์อะไรเพื่อเราเองมันรู้สึกยังไง เวลาเราเป็นผู้ให้บริการด้านครีเอทีฟ เรากำลังช่วยต่อยอดไอเดียของคนอื่น แต่พอเราเป็นผู้ประกอบการและมีแบรนด์ของตัวเอง—โดยเฉพาะถ้าเป็นโปรดักต์—มันคือเรา 100% ฉันเลยตระหนักว่า ถ้าไม่ออกจากวงจรนี้ตอนนี้ ฉันก็จะต้องอยู่ภายใต้งบประมาณหรือไอเดียของคนอื่นตลอดไป ฉันอยากสร้างอะไรที่เป็นของตัวเองจริง ๆ และสะท้อนวิธีที่ฉันมองความคิดสร้างสรรค์และโลกใบนี้
ฉันให้ความสำคัญกับการที่ทุกอย่างต้องมีปรัชญา มีความหมายหลายชั้น และฉันก็ชอบวิทยาศาสตร์เบื้องหลังสิ่งต่าง ๆ มาก นั่นแหละคือสิ่งที่จุดประกายให้ฉันสร้าง Nuclëi ขึ้นมา ตอนนั้นฉันเพิ่งติดลิสต์ Forbes 30 Under 30จากเอเจนซีคอนซัลติ้งของตัวเอง และงานที่ปรึกษามันโฟกัสที่ “สมอง” มาก ๆ ต้องใช้ทั้งไอเดียและการแก้ปัญหาไม่หยุด ผู้คนรู้จักฉันจากวิธีที่ฉันคิด นั่นแหละคือเหตุผลที่ฉันสร้าง “Brain Bank” ขึ้นมา เพราะฉันเชื่อว่าไอเดียของคุณมีมูลค่า และเป็นเหมือนสกุลเงินรูปแบบหนึ่ง
หลังจากโปรเจ็กต์นี้แล้ว ก้าวต่อไปของคุณทั้งสองคืออะไร?
DT: ทั้งปีที่แล้วฉันซุ่มทำงานไม่หยุด ทั้งปี 2026 นี้ฉันจะไม่ผ่อนแรงให้ใครเลย จริง ๆ ฉันกำลังจะปล่อยโปรดักต์ใหม่เดือนหน้า จะยังบอกตอนนี้ไม่ได้ว่าเป็นอะไร แต่ถ้าคุณรักชาเขียวมัทฉะสุดหัวใจ คุณจะต้องหลงรักโปรดักต์ต่อไปแน่นอน เพราะมันเกิดมาเพื่อสายมัทฉะโดยเฉพาะ
FVE: การขยายจักรวาล สร้างอาร์ตบุ๊กที่ให้ความรู้สึกทั้งเป็นบันทึกประวัติศาสตร์และภาพยนตร์ ลงลึกในงานของตัวเองในสเกลที่ใหญ่ขึ้น สร้างสภาพแวดล้อมให้ผู้ชมดื่มด่ำกับงานได้มากขึ้น และนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของผม
ปฏิทินเล่มนี้คือโมเมนต์สำคัญ ก้าวต่อไปคือการสร้างโลกทั้งใบที่โคจรรอบมัน














