คำถามที่ว่าเราสามารถ หรือแม้แต่ควรจะแยกศิลปะออกจากศิลปินได้หรือไม่นั้น คือหนึ่งในโจทย์ศีลธรรมที่โลกวัฒนธรรมยังคงถกเถียงไม่รู้จบ มันจะผุดกลับมาทุกครั้งที่นักดนตรีชื่อดังถูกเปิดโปงพฤติกรรมที่สร้างความเสียหาย หรือมรดกผลงานของดีไซเนอร์แฟชั่นถูกหยิบมาพิจารณาใหม่ผ่านมุมมองร่วมสมัยมากขึ้น ในยุคสื่อที่ทุกอย่างถูกมองเห็นและแชร์ได้ในเสี้ยววินาที การถกเถียงจึงแตกเป็นขั้วชัดขึ้นเรื่อย ๆ แทบไม่มีพื้นที่กึ่งกลางให้ยืนอีกต่อไป: คุณต้องเลือกว่าจะเฉลิมฉลองผลงานต่อไป หรือไม่ก็ปฏิเสธมันไปเลยแบบไม่เหลือพื้นที่สีเทา
ท้ายที่สุด วิธีที่เราเสพและปฏิสัมพันธ์กับศิลปะในวันนี้ อาจสะท้อนตัวเราเองมากกว่าตัวศิลปินเสียอีก: เราพร้อมจะมองข้ามอะไร ไม่ยอมลืมอะไร และเราต่อรองเรื่องศีลธรรมอย่างไร ในวัฒนธรรมที่แทบไม่เปิดโอกาสให้เราถอยออกมายืนมองจากระยะห่างได้เลย
เมื่อRosalíaหลุดเอ่ยชื่อของPicassoในระหว่างให้สัมภาษณ์ พร้อมทั้งชื่นชมตัวเขาและผลงาน อินเทอร์เน็ตก็ไม่ปล่อยผ่าน ภายในไม่กี่ชั่วโมง เธอกลายเป็นเทรนด์ด้วยเหตุผลที่ผิด ๆ ถูกถล่มไปทั่วโซเชียล เพียงเพราะกล้าชื่นชมผลงานของผู้ชายที่ส่วนใหญ่ต่างก็ยอมรับกันว่าเป็นคนทำร้ายผู้หญิง ไม่ต้องพูดถึงบริบทอะไรทั้งนั้น ในยุคคลิปสั้นกับทวีตที่ถูกดึงคำพูดออกมาแยกเดี่ยว ความซับซ้อนไม่มีที่ยืน ศิลปินคนนี้จึงออกมาโพสต์วิดีโอขอโทษบนTikTok, โดยบอกว่า “ส่วนตัวฉันคิดว่า Picasso เป็นบุคคลยิ่งใหญ่ อย่างที่ใคร ๆ พูดกันมาก่อนหน้านี้ แต่ฉันไม่รู้เลยว่ามีกรณีการทำร้ายเกิดขึ้นจริง”
ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่ง Kanye West, ซึ่งใช้เวลาเกือบตลอดหลายปีที่ผ่านมาไปกับการแสดงความเห็นต่อต้านชาวยิว ใกล้ชิดกับกลุ่มชาตินิยมคนขาว และใส่เสื้อยืด “White Lives Matter” เดินบนรันเวย์ Yeezy กลับถูกจองตัวแบบเงียบ ๆ ให้ขึ้นเป็นเฮดไลน์ที่งานในกรุงลอนดอนของ Wireless Festival. กว่าที่งานจะยกเลิกได้ ก็ต้องรอให้สังคมออกมาประณามอย่างหนัก และตามมาด้วยคำสั่งห้ามเข้าประเทศอังกฤษอย่างเป็นทางการ ความต่างระหว่างความเร็วในการรุมประณาม Rosalía เพียงเพราะเอ่ยถึงศิลปินหนึ่งคน กับระยะเวลาที่ยืดเยื้อกว่าที่วงการจะยอมลงมือกับ Ye นั้น บอกอะไรเราได้มากมาย
คำถามว่าควรจะแยกศิลปะออกจากศิลปินหรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ทุกวันนี้มันกลับยิ่งดูเกี่ยวโยงกับเรามากขึ้น เต็มไปด้วยน้ำหนักทางการเมือง และถูกหยิบมาใช้แบบไม่เสมอภาคกัน โดยมีความเป็น “woke” และวัฒนธรรม cancel อยู่ใจกลางแทบทุกบทสนทนา โดยเฉพาะในโลกแฟชั่น ซึ่งทำงานบนกลไก “ลืมพร้อมกันทั้งวงการ” มาแต่ไหนแต่ไร เดิมพันจึงยิ่งสูงเป็นพิเศษ
การล้มจากหิ้งของ John Galliano ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกยกย่องว่ายิ่งใหญ่ที่ Dior, หลังจากหลุดพูดถ้อยคำต่อต้านชาวยิว เคสนี้เคยถูกมองว่าเป็นเส้นแบ่งที่ชัดเจน แต่ก็อยู่ได้ไม่นาน เขากลับเข้าสู่วงการอีกครั้งที่Maison Margiela, ก่อนจะได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ในวงกว้าง การฟื้นคืนภาพลักษณ์ของเขาสมบูรณ์ถึงขั้นที่โชว์โอตกูตูร์ถูกยกให้เป็นงานระดับท็อปในชีวิตการทำงานของเขา ทุกวันนี้ดีไซเนอร์คนเดิมยังเพิ่งคว้าดีลความร่วมมือระยะยาวกับ Zara. Alexander Wangเคยถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศจากผู้กล่าวหาไม่ใช่เพียงหนึ่งคน แต่ทั้งวงการก็แทบทำเป็นมองไม่เห็น Dolce & Gabbanaเคยพูดจาเหยียดเชื้อชาติ ออกแถลงการณ์ขอโทษแบบวุ่นวายไร้สาระ แต่แบรนด์ก็ยังมีขายอยู่ในห้างหรูทั่วโลก (แม้หลายคนจะยังเลือกไม่ซื้ออยู่ดี โดยมีBella Hadidออกมาพูดเตือนถึงบทบาทของแบรนด์ในวงการอย่างต่อเนื่องด้วย) Demna, ในอีกฟากหนึ่ง กลับออกมาขอโทษอย่างรวดเร็วและดูจริงใจ หลังจากเกิดดราม่าแคมเปญโฆษณาBalenciaga และวงการก็ส่วนใหญ่ยอมรับคำขอโทษนั้น แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้ถูกลืมเลือนไปง่าย ๆ
แล้วแพตเทิร์นคืออะไร? ไม่มี — และนั่นแหละคือประเด็น
“ทำไมเราต้องอยากแยกศิลปะออกจากศิลปินด้วยล่ะ?” Kelly Woods หุ้นส่วนที่Boesky Galleryตั้งคำถาม “ศิลปะคือเรื่องของสายสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ และความสัมพันธ์ที่เรามีกับศิลปินเองก็เป็นส่วนสำคัญในสมการนี้” เหตุผลนี้ฟังดูน่าคิดต่อ เพราะเราไม่ได้เสพงานศิลปะในสุญญากาศ แต่เสพไปพร้อมกับบริบททั้งหมดที่โอบล้อมมันอยู่เสมอ
แต่ความเป็นจริงนั้นยุ่งเหยิงกว่านั้นมาก Ceyda Ulasan, ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มศิลปะชื่อMinerva Collective, อธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่า “ฉันคิดว่าคำตอบคือทั้งใช่และไม่ใช่ และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่คำถามนี้ยังน่าสนใจไม่เลิก” เราย่อมสามารถถือสองความจริงที่ขัดแย้งกันได้ ทั้งรู้สึกสะเทือนใจกับชุดโอตกูตูร์ของ Galliano ทั้งที่รู้ดีว่าใครเป็นคนสร้าง หรือร้องตามเพลงของ Kanye ไปพร้อมกับตระหนักว่าเขายืนอยู่ข้างไหน “มีศิลปินหลายคนที่ฉันชื่นชมผลงานสุดหัวใจ แต่โลกทัศน์ บุคลิก หรือวิธีที่เขามองและปฏิสัมพันธ์กับโลกกลับไม่ตรงกับฉันเลย” เธอเสริม “ในช่วงเวลานั้น ฉันพบว่าตัวเองกำลังตอบสนองไม่ใช่ต่อศิลปิน แต่ต่อสิ่งที่ตัวผลงานปลุกเร้าขึ้นมาในตัวฉันมากกว่า”
คำถามที่ตรงไปตรงมากว่าคือ ไม่ใช่ว่าเราจะสามารถแยกศิลปะออกจากศิลปินได้หรือไม่ แต่คือคำถามว่าเราทำทำไมจึงเลือกทำกับบางคน แต่ไม่ยอมทำกับคนอื่น เพราะท้ายที่สุดผู้คนก็ต้องเลือก และทางเลือกนั้นแทบไม่เคยสอดคล้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน มันมักสะท้อนว่าผลงานนั้นเรารักแค่ไหน เหตุการณ์ผิดพลาดนั้นกระทบตัวตนเราโดยตรงเพียงใด และที่น่ากระอักกระอ่วนกว่านั้นคือ ใครคือผู้กระทำ และใครคือเหยื่อ เรามักพร้อมจะประณามคนที่เราไม่ได้ผูกพันกับงานของเขามากนักได้เร็วกว่ามาก
Ulasan เสนอกรอบความคิดแบบตรง ๆ ว่า “สัญชาตญาณของฉันคือเราไม่ควรแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง การเข้าใจชีวิต การต่อสู้ ความย้อนแย้ง บาดแผล และบริบทของศิลปินจะทำให้เราเข้าใจงานของเขาได้ลึกขึ้น แต่ฉันก็ไม่คิดว่าผลงานทุกชิ้นควรถูกตัดสินผ่านตัวศิลปินเพียงอย่างเดียว” การยอมรับทั้งสองความจริงพร้อมกัน บังคับให้เราต้องนั่งอยู่กับความไม่สบายใจนั้น
ปัญหาก็คือ โซเชียลมีเดียและวัฒนธรรมที่มันสร้างขึ้นมาไม่ใช่พื้นที่สำหรับการอยู่กับความตึงเครียดแบบนั้นเลยมันมีแต่ให้เลือกข้างเท่านั้น เราจึงยังคงรุม cancel Rosalía เพราะ Picasso แต่กลับจอง Kanye ให้ขึ้นงานเฟสติวัลต่อไป จนกว่าจะมีใครสักคนบังคับให้เราต้องตัดสินใจ ศิลปะกับศิลปินผูกโยงกันอยู่ ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม อย่างน้อยที่สุดที่เราทำได้ คือซื่อสัตย์กับตัวเองว่าเมื่อไรที่เราเลือกจะทำเป็นมองไม่เห็น และถามตัวเองให้ชัดว่าจริง ๆ แล้วมันรับใช้ใครกันแน่



