คอลแลบ PUMA ใหม่ของ Priya Ahluwalia คือจดหมายรักถึงชุมชน
เราคุยกับดีไซเนอร์คนดังเพื่อเจาะลึกคอลแลบล่าสุดของเธอ และเสน่ห์ของกีฬาลูกหนังที่เธอหลงรัก
ฟุตบอลไม่ใช่แค่กีฬาอย่างเดียว แต่มันคืออะไรมากกว่านั้นเยอะ มันมีพลังพาคนแปลกหน้ามาเจอกัน สร้างอิทธิพลต่อเทรนด์แฟชั่น และกลายเป็นเหมือนศาสนาในบางครอบครัว เป็นประสบการณ์ที่พวกเราส่วนใหญ่ล้วนมีสายใยบางอย่างผูกอยู่ด้วย ต่อให้บางคนไม่เคยลงไปเล่นเองก็ตาม จะเป็นการนั่งดูแข่งกับคนในบ้าน เชียร์ทีมฟุตบอลหญิงข้างสนาม หรือเตะเล่นกับเด็กแถวบ้านตอนโตขึ้นมา มันคือสิ่งที่แทบทุกคนเคยเข้าถึงในชีวิตไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ดังนั้นพอถึงตอนที่ Priya Ahluwalia มานั่งคุยกับ PUMA เพื่อออกแบบคอลเล็กชันถัดไป แรงบันดาลใจจึงชัดเจนมาก ต่อเนื่องมาจาก การร่วมงานครั้งแรกของทั้งคู่, ที่ดีไซเนอร์หยิบ PUMA Suede รุ่นคลาสสิกมาปรับโฉมใหม่ การกลับมาครั้งนี้เลยถูกวางให้ยิ่งใหญ่และคมชัดกว่าเดิม พร้อมขยายภาพความหลงใหลในกีฬาที่สวยงามของ Ahluwalia ให้ชัดไปอีกขั้น
โดยมีสนีกเกอร์ทรง VS-1 และมรดกสายสปอร์ตของรุ่นนี้เป็นแกนหลัก Ahluwalia หันมาสำรวจโลกฟุตบอลและอิทธิพลที่มีต่อชุมชน ตั้งแต่เกมระดับรากหญ้าไปจนถึงภาพลักษณ์บนเวทีโลก และในโอกาสที่คอลเล็กชันเต็มกำลังจะวางขาย เราเลยชวนดีไซเนอร์มาพูดคุยถึงกระบวนการทำงาน แคมเปญ และโปรเจ็กต์ต่อยอดที่ไม่ลับเท่าไรแล้ว
เลื่อนอ่านต่อไปเพื่อดู บทสัมภาษณ์แบบเต็ม ๆ แล้วแวะเข้าเว็บไซต์ของ PUMA เพื่อช้อปคอลแลบใหม่ล่าสุดกันต่อได้เลย
นี่เป็นการร่วมงานกับ PUMA ครั้งที่สองแล้ว แถมคราวนี้มาครบทั้งรองเท้า เสื้อผ้า และแอ็กเซสซอรี อยากให้เล่าถึงเหตุผลที่ตัดสินใจกลับมาทำงานด้วยกันอีกครั้งหน่อย
จริง ๆ แล้วเรารู้ตั้งแต่เริ่มต้นเลยว่าจะทำโปรเจ็กต์ร่วมกันอย่างน้อยสองรอบ และมันอยู่ในแพลนเสมอว่าฉันจะเริ่มจากทำรองเท้าทรงหนึ่งก่อน แล้วค่อยต่อยอดเป็นคอลเล็กชันใหญ่ การทำงานกับบริษัทใหญ่ ๆ น่าสนใจตรงที่ไทม์ไลน์เขายาวมาก ซึ่งคอลเล็กชันนี้ก็เริ่มดีไซน์กันมานานแล้ว แทบจะต่อเนื่องจากตอนฉันออกแบบรองเท้าคู่แรกเลย สำหรับดรอปแรก PUMA อยากให้ฉันโฟกัสที่ทรง Suede และพอมาดรอปสองก็มีตัวเลือกเพิ่มขึ้น หนึ่งในนั้นคือรุ่น V-S1 อย่างที่รู้กันว่าฉันรักฟุตบอลมาก เลยอยากหยิบโลกนั้นมาเล่า แล้วค่อยสร้างทั้งคอลเล็กชันต่อยอดจากจุดนั้น
แคมเปญนี้ถูกนิยามว่าเป็นจดหมายรักถึงฟุตบอลแอฟริกัน ซึ่งรองเท้าก็เป็นแกนหลักของคอลเล็กชันนี้ด้วย เล่าประสบการณ์ของคุณกับกีฬาชนิดนี้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาให้ฟังหน่อยได้ไหม
ฉันเป็นแฟนบอลมาตลอด เชียร์ Arsenal ตั้งแต่ออกจากท้องแม่ เราเป็นครอบครัวสาย Arsenal กันทั้งบ้าน จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ เพื่อนบ้านฉันกับเด็กแถวนั้นจะเตะบอลกันกลางถนนจนกว่าพระอาทิตย์จะตกดิน ฉันไม่ได้เล่นเก่งอะไรเป็นพิเศษ แต่รู้สึกสนุกกับมันมาก ฉันอินกับสายศิลปะการแสดงมากกว่า แต่ฟุตบอลสำหรับฉันคือความสนุกเสมอ
ตอนโตขึ้นมา เราเตะบอลกับใครก็ไม่รู้ที่ไม่เคยรู้จักชื่อกันด้วยซ้ำ ฉันรู้สึกเสมอว่าฟุตบอลเป็นสิ่งที่เชื่อมผู้คนเข้าหากันได้จริง ๆ ซึ่งมันพิเศษมาก พอโปรเจ็กต์นี้เริ่มขึ้น ฉันเลยย้อนมานึกถึงทุกอย่างที่ตัวเองรักเกี่ยวกับมัน และรู้สึกว่าฟุตบอลเป็นกีฬาที่ประชาธิปไตยมาก โดยเฉพาะฟุตบอลระดับรากหญ้า ใครก็เล่นได้ แค่มีลูกบอลใบเดียวก็เล่นได้ทุกที่ ทุกเวลา
ฉันชอบชุมชนที่ก่อตัวขึ้นรอบ ๆ ฟุตบอล มันมีความเป็น “เผ่า” สูงในแบบที่อาจจะไม่ได้ดีเสมอไป แต่ขณะเดียวกันมันก็รวมคนจากทุกศาสนา ทุกแบ็กกราวนด์เข้าด้วยกัน สำหรับคอลเล็กชันนี้ ฉันเลยโฟกัสที่บทบาทของฟุตบอลต่อชุมชน และดึงแรงบันดาลใจมาจากระดับรากหญ้าเป็นหลัก
มันดูเป็นหนึ่งในกีฬาน้อยชนิดที่แทบทุกคนต้องเคยมีประสบการณ์หรือมีสายสัมพันธ์บางอย่างกับมัน คุณว่าจริงไหม แล้วเบื้องหลังการสร้างสรรค์คอลเล็กชันนี้เป็นอย่างไร จุดเริ่มต้นของทุกอย่างคืออะไร
เพราะฉันรู้ค่อนข้างเร็วว่าจะได้ทำรุ่น V-S1 ฉันเลยเริ่มคิดถึงคอนเซ็ปต์ของฟุตบอลในบริบทของชุมชน ไม่นานมานี้ฉันเพิ่งไปดูเกมของ Arsenal พอเข้าไปอยู่ในสนาม เราจะเห็นธงของคอมมูนิตี้ Gooner เต็มไปหมด ทั้ง Nigerian Gooners หรือ Indian Gooners ฉันหลงรักมากกับไอเดียที่ว่าพลังแฟนด้อมมันข้ามพรมแดนพื้นที่ได้ขนาดนั้น และคนที่อยู่คนละซีกโลกก็รู้สึกผูกพันกับสโมสรเดียวกันได้ ครอบครัวฉันเป็นสาย Arsenal แต่พ่อฉันเชียร์ Manchester United และอาศัยอยู่ที่ Lagos ด้วยนะ (เราเถียงกันเรื่องนี้ตลอดเวลาเลย)
เวลาไปอยู่ใน Nigeria หรือในแอฟริกาโดยรวม คุณจะเห็นฟุตบอลอยู่ทุกหนแห่ง และแฟนบอลก็มีอยู่ทั่วทั้งทวีป ฉันเลยเริ่มคิดถึงความรู้สึกนั้น ภาพสวยงามแบบนั้นในกระบวนการออกแบบ โดยเน้นไปที่แอฟริกาตะวันตกเป็นพิเศษ จากนั้นก็ไปดูภาพถ่ายและงานศิลปะจากภูมิภาคนั้น ดูภาพแฟนบอลที่ถือป้าย เชียร์กันเต็มอัฒจันทร์ สิ่งเหล่านี้ทำให้ฉันคิดต่อถึงพาเลตสี ผิวสัมผัส โทนต่าง ๆ ไปจนถึงการวางกราฟิกในคอลเล็กชัน
มีชิ้นโปรดจากคอลเล็กชันนี้ไหม หรือชิ้นที่คุณรู้สึกภูมิใจเป็นพิเศษ
ฉันออกแบบทุกชิ้นเลย ภูมิใจกับทุกชิ้นเหมือนกันหมด! แต่ถ้าให้เลือกสิ่งที่ตื่นเต้นจะใส่ที่สุดก็คือสนีกเกอร์ ฉันชอบมากที่ได้ลงลึกในอาร์ไคฟ์ของ Puma จริง ๆ และคิดว่าผลลัพธ์ออกมาเป็นการผสมตัวตนของสองแบรนด์ที่ลงตัวมาก คนเห็นบนถนนแล้วจะรู้เลยว่านี่คือ Ahluwalia x PUMA นั่นเป็นสิ่งที่ฉันแฮปปี้มาก ดีเทลในงานออกแบบและพาเลตสีหลายอย่างน่าจะทำให้ผู้คนจาก Global South รู้สึกอบอุ่นใจเป็นพิเศษ
ฉันคิดว่าคนจะมองเห็นและรู้สึกผูกพันกับคอลเล็กชันนี้ เพราะมันพูดถึงพวกเขาจริง ๆ นักกีฬาแอฟริกันครองวงการกีฬาอยู่มาก แต่ฉันก็ไม่แน่ใจว่าพวกเขาได้รับการเฉลิมฉลองสมกับความสำเร็จนั้นหรือเปล่า คอลเล็กชันนี้เลยเหมือนจดหมายรักถึงพลังของกีฬา ที่สามารถเปลี่ยนชีวิตผู้คนได้ และสร้างชุมชนขึ้นมาได้อย่างมหาศาล
คุณบาลานซ์งานคอลแลบยังไง ให้แบรนดิ้งของแต่ละฝ่ายออกมาลงตัวพอดี ไม่กลบกันและกัน
ฉันมองว่าสิทธิพิเศษของการได้คอลแลบแบบนี้คือ แบรนด์เชื่อใจเราเลยชวนเรามาทำงานด้วย ซึ่งทำให้บรรยากาศการทำงานเปิดมาก ต้องบอกว่านี่เป็นหนึ่งในโปรเซสออกแบบที่ง่ายที่สุดเท่าที่ฉันเคยทำมาเลย มันดีมากตรงที่ฉันได้บินไป Germany นั่งอยู่ในอาร์ไคฟ์หลายชั่วโมง จากนั้นทุกคนก็มานั่งล้อมโต๊ะ ฉันนั่งสเก็ตช์ไอเดียกับทีม ทำงานกันเร็วมาก แต่เราโยนไอเดียไปมาด้วยกันแบบตัวเป็น ๆ มันเลยรู้สึกเป็นธรรมชาติมาก
สำหรับฉัน หน้าที่ของการเป็นคอลแลบอเรเตอร์คือการผลักดัน ถ้าคุณเป็นแบรนด์เล็ก เวลาไปคอลแลบกับแบรนด์ใหญ่ คุณควรช่วยดันเขาออกจากคอมฟอร์ตโซนในแบบที่ยังซื่อสัตย์กับตัวตนและแก่นของแบรนด์นั้นอยู่ ฉันอยากให้แคมเปญนี้มีความสปอร์ตจัดเต็ม ซึ่งจริง ๆ แล้ว Ahluwalia ยังไม่ค่อยทำอะไรแบบนี้มาก่อน ฉันชอบสโลแกนของ Puma มาก “Forever Faster” มันชิคสุด ๆ เลยเอาไปใส่ไว้หลังเสื้อ เพราะมันเป็นม็อตโทที่ดีมาก และฉันอยากเก็บเอาความรู้สึกนั้นมาเล่าในแคมเปญนี้
คุณมองอิทธิพลของโลกกีฬาในแฟชั่นที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ยังไง มันดูเหมือนเป็นเทรนด์ชั่วคราวที่กำลังฮอตตอนนี้ หรือคุณคิดว่ามันคือความสัมพันธ์ระยะยาวที่กำลังพัฒนาไปเรื่อย ๆ กันแน่
ฉันคิดว่ามันคือเรื่องระยะยาวและกำลังค่อย ๆ พัฒนาอยู่ตลอด อิทธิพลของกีฬาในแฟชั่นมีมานานแล้ว แต่ที่ผ่านมาเป็นประเด็นเรื่องชนชั้นมากกว่า เพราะตอนฉันโตที่ South London อยู่ในเอสเตต ทุกคนแต่งตัวในแบบพร้อมเล่นกีฬาเสมอ กีฬาเป็นตัวกำหนดยูนิฟอร์มประจำวันของผู้คน ทุกคนใส่เสื้อผ้าแนวสปอร์ต นั่นคือความจริงของคนที่มีแบ็กกราวนด์ทางสังคมและเศรษฐกิจแบบหนึ่ง กีฬาอยู่ตรงนั้นมาตลอดอยู่แล้ว
ความต่างคือเมื่อก่อนผู้เล่นฟุตบอลไม่ค่อยถูกมองว่าเป็นไอคอนด้านสไตล์ แต่ตอนนี้ใช่แล้ว เพราะโลกเชื่อมถึงกันมากขึ้น พวกเขามีตัวตนดิจิทัล มีสไตลิสต์ส่วนตัว ฟุตบอลจึงทรงอิทธิพลมากขึ้น โปรไฟล์ของนักเตะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะมากขึ้น คุณไม่ได้เป็นแค่ “นักฟุตบอล” อีกต่อไป ถ้าแฟชั่นไม่เข้าไปเชื่อมกับพลังนั้นก็คงพลาดมาก เพราะพวกเขาส่งอิทธิพลต่อผู้คนสูงเหลือเกิน
สำหรับเราในฐานะแบรนด์ เราสนับสนุนนักกีฬาจากหลากหลายประเภทเสมอ แถวฟรอนต์โรว์ของเราก็มักจะมีนักกีฬานั่งอยู่ด้วย แม้คอลเล็กชันนี้จะเล่าเรื่องบรรยากาศระดับรากหญ้ามากกว่า แต่ฉันมองว่านักกีฬาคือหนึ่งในกลุ่มคนที่สร้างแรงบันดาลใจได้ที่สุดในโลก เราเพิ่งแต่งตัวให้ Amber Anning และเคยแต่งให้ Gabby Thomas ไปงาน Met Gala เมื่อปีที่แล้ว พอถามตารางชีวิตของพวกเขาคือฟังแล้วงง Amber บอกฉันว่าเธอวิ่งสปรินต์ทุกวัน และซ้อมวันละไม่ต่ำกว่าสี่ชั่วโมง แบบ…อะไรนะ?! บ้าพลังมาก ความทุ่มเทแบบหมดหัวใจแบบนั้นฉันว่ามันน่าทึ่งมาก และหลายคนน่าจะเรียนรู้อะไรจากพวกเขาได้เยอะเลย
คำถามสุดท้าย เราจะได้เห็นพาร์ตสามจาก Puma และ Ahluwalia ไหม คุณคิดว่าโปรเจ็กต์ถัดไปถ้ามี จะเดินไปในทิศทางแบบไหน คิดภาพไว้ในหัวแล้วหรือยัง
ตอนนี้กำลังทำอยู่… บอกได้แค่นี้จริง ๆ แต่ใช่ เรากำลังทำอยู่ ส่วนจะไปในทิศทางไหน อันนั้นยังไม่ได้ฟันธง



















