Janet Werner บิดเบือนค่านิยมความงามในโลกแฟชั่นผ่านงานเพนต์อย่างถึงแก่น
อ้างอิงภาพจากคลัง Vogue และแคมเปญวินเทจ ศิลปินคนนี้หยิบใบหน้าฟ้าแฟชั่นที่เราคุ้นตา มาบิด เสริม และเปิดโปงอีกด้านที่ไม่เคยเห็นบนผืนผ้าใบ
ตลอดเกือบสี่ทศวรรษที่ผ่านมา Janet Wernerได้สร้างสรรค์แนวทางศิลปะที่ตั้งอยู่บนการแปรเปลี่ยน ดึงแรงบันดาลใจจากโลกแฟชั่นอันแวววาวมากะเทาะเปลือกลงบนผืนผ้าใบ เธอขุดคุ้ยภาพถ่ายจากคลังเก่าในนิตยสาร Vogue ฉบับวินเทจ และแคมเปญระดับไอคอนิกอย่างของ Marc Jacobs ทำให้ Werner ประกอบร่างอุดมคติความงามที่เราคุ้นตาให้กลายเป็นสิ่งที่ซับซ้อนกว่ามาก ใต้ปลายพู่กันของเธอ นางแบบแฟชั่นต้นแบบ—ผอมสูง ผมบลอนด์ และเป็นสัญลักษณ์ของอภิสิทธิ์—ถูกบิดเบือนจนบางครั้งชวนไม่สบายใจ เปิดโปงแรงตึงเครียดระหว่างเสน่ห์เย้ายวนกับความวิปลาสให้เห็นอย่างชัดเจน
ผลงานชุดล่าสุดของศิลปิน Landscape with Legs, เปิดตัวในห้วงเวลาที่วัฒนธรรมเปี่ยมความหมายเป็นพิเศษ ขณะที่มาตรฐานความงามแบบ “ผอมจนสุดขอบ” หวนคืน และวัฒนธรรมแฟชั่นต้นยุค 2000 กลับเข้าสปอตไลต์อีกครั้ง ผลงานของ Werner จึงยิ่งรู้สึกเร่งด่วน งานของเธอพาดผ่านทั้งโลกศิลปะและโลกแฟชั่น ตั้งคำถามต่อการที่ผู้หญิงถูกทำให้เป็นวัตถุแห่งความปรารถนา พร้อมขุดลึกถึงพลวัตอำนาจที่ฝังอยู่ในอัตลักษณ์ความเป็นสตรี ฟิกเกอร์เหล่านี้ ทั้งเย้ายวนและห่างเหิน ดำรงอยู่ในแรงดึงรั้งระหว่าง “การมีตัวตน” กับ “การถูกทำให้เป็นวัตถุ” เป็นทั้งผู้สวมบทและผู้ต่อต้านระบบที่นิยามพวกเธอไปพร้อมกัน
เราได้พูดคุยกับ Werner ในช่วงที่เธอกำลังทบทวนเส้นทางการทำงานยาวนานหลายทศวรรษ ความสัมพันธ์กับภาพแฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงไป และภูมิทัศน์ทางจิตวิทยาอันลึกซึ้งที่เธอเดินทางผ่านด้วยสีและพู่กัน ติดตามบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ต่อจากนี้
นิทรรศการครั้งนี้ จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 12 มิถุนายน 2026 ที่ Anat Ebgi Gallery.
ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่าเส้นทางอาชีพของคุณเริ่มต้นอย่างไร และคุณกลายมาเป็นศิลปินได้อย่างไร?
ฉันเริ่มจากการเป็นนักเต้น เรียนบัลเลต์, แต่พออายุ 17 ฉันก็ตัดสินใจว่ามันไม่ใช่ทางของตัวเอง ทัศนศิลป์ก็ไม่ได้เป็นตัวเลือกที่ชัดเจนนัก ทั้งที่แม่กับพี่สาวเรียนสายศิลปะกันมาทั้งคู่ ยายของฉันก็เป็นจิตรกร เรียกได้ว่าศิลปะอยู่ในสายเลือด พี่สาวสังเกตว่าฉันวาดรูปอยู่ตลอดเวลา หลังจากฉันเรียน Liberal Arts อยู่ 4 ปี เธอจึงชวนให้ลองหันมาเรียนศิลปะอย่างจริงจัง พอฉันตัดสินใจเดินหน้าทางนี้ ก็เรียนต่อเนื่องทั้งปริญญาตรีและโท และไม่เคยมีช่วงไหนที่รู้สึกมีความสุขเท่านี้มาก่อน การเพ้นต์คือสิ่งที่ฉันโฟกัสตั้งแต่แรก ฉันพบว่ามันทั้งน่าหลงใหลและท้าทายจนกลายเป็นความหมกมุ่นของตัวเอง และมันก็เป็นแบบนั้นมาเกือบ 40 ปีแล้ว ทุกวันนี้ก็ยังรู้สึกว่ามันท้าทายอย่างเหลือเชื่ออยู่ดี
คุณกำลังจะมีนิทรรศการเดี่ยวที่ New York รู้สึกอย่างไรบ้าง? แล้วช่วงเวลานี้มีความหมายต่อคุณอย่างไร?
นี่คือนิทรรศการเดี่ยวครั้งที่สองของฉันใน New York; ครั้งก่อนคือเมื่อ 4 ปีก่อน และประสบความสำเร็จอย่างมาก—งานขายหมด มีทั้งนักสะสมและนักวิจารณ์สำคัญ ๆ แวะมาดู น่าตื่นเต้นสุด ๆ! แต่โลกหลังจากนั้นก็เปลี่ยนไปมาก บริบทการเมืองที่เราใช้ชีวิตอยู่ทุกวันนี้ชวนให้รู้สึกสะเทือนใจและเปราะบาง เป็นช่วงเวลาที่แปลกจริง ๆ ฉันเองยังไม่รู้ว่าจะคาดหวังอะไร แต่ก็รอคอยที่จะได้กลับไป NYC เสมอ เมืองนี้น่าตื่นเต้นตลอดเวลา ฉันอยากกลับไปเจอเพื่อน เพื่อนร่วมงาน ทีมแกลเลอรี และได้ดูนิทรรศการต่าง ๆ ให้เยอะที่สุด แน่นอนว่าฉันหวังว่างานจะได้รับการตอบรับที่ดี มันกดดันอยู่เสมอเพราะเราไม่มีทางรู้ล่วงหน้า แต่ฉันรู้สึกขอบคุณมากที่ได้มีโอกาสนำเสนองานชุดนี้
ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่ากระบวนการสร้างสรรค์งานของคุณเป็นอย่างไร?
ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา กระบวนการสร้างงานของฉันค่อนข้างคงที่ แม้โฟกัสของผลงานจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ก็ตาม ฉันแทบจะเริ่มจากภาพถ่ายของฟิกเกอร์ที่ดึงมาจากนิตยสารแฟชั่นเสมอ การอ้างอิงประวัติศาสตร์ศิลปะก็เป็นส่วนสำคัญของงานเช่นกัน อย่างในโชว์นี้ก็มีองค์ประกอบภูมิทัศน์ที่หยิบมาจากผลงานของ Watteau และ Caspar David Friedrich ฉันจะผสมและจับคู่องค์ประกอบต่าง ๆ เข้าด้วยกัน กลายเป็น ‘สเก็ตช์คอลลาจ’ สิ่งที่ฉันสนใจคือการปะทะกันของภาพ ความไม่ต่อเนื่อง ที่ทำให้เกิดสิ่งไม่คาดคิด มันเหมือนคุณเหยียบเปลือกกล้วย—อยู่ที่หนึ่งแล้วจู่ ๆ ก็ไปโผล่อีกที่ ความหมายและการตีความนับไม่ถ้วนจึงเปิดกว้างขึ้น
เมื่อวางองค์ประกอบคอลลาจลงตัวแล้ว ฉันจึงเริ่มลงมือเพ้นต์ และจากตรงนั้นทุกอย่างก็พร้อมจะเปลี่ยนไปได้อีกมาก เกิดสิ่งไม่คาดฝันมากมายระหว่างการแปลงภาพถ่ายให้กลายเป็นภาพวาด องค์ประกอบ สี โทน และการซ้อนชั้น ทำให้คอลลาจจากภาพถ่ายกลายเป็น “สัตว์ประหลาด” อีกแบบหนึ่ง นั่นคือส่วนที่สนุก เพราะคุณควบคุมมันไม่ได้ทั้งหมด วัสดุของสี น้ำหนัก เนื้อไหลลื่น ไปจนถึงจังหวะการทำงาน มือและพู่กันที่สัมผัสผืนผ้าใบ ล้วนเปลี่ยนวิธีที่ภาพถูกอ่านออกมา
โชว์นี้มีชื่อว่า Landscape with Legs ด้วยเหตุผลที่คงเดาไม่ยาก แต่ฉันชอบที่มันเป็นชื่อที่มีอารมณ์ขัน ฉันยังใช้ภาพภูมิทัศน์ที่ตัวเองถ่ายไว้ด้วย งานชุดนี้จึงให้น้ำหนักกับภูมิทัศน์มากขึ้น แล้วนำมาผสานกับภาพฟิกเกอร์ที่หยิบมาจากโลกแฟชั่น
โชว์นี้ตั้งอยู่ตรงจุดตัดระหว่างศิลปะกับแฟชั่น อะไรทำให้คุณเริ่มสนใจใช้ภาพแฟชั่นมาเป็นต้นทางของงานเพ้นต์?
ฉันเข้าสู่โลกภาพแฟชั่นแบบไม่ตั้งใจนัก แฟชั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉันเติบโตมาพร้อมมัน หรือครุ่นคิดถึงมันมาก่อนเลย จริง ๆ แล้วตอนเด็กฉันมองมันอย่างไม่ค่อยใส่ใจด้วยซ้ำ เพราะรู้สึกว่ามีปัญหาหลายอย่างในนั้น แต่ก่อนหน้านั้นฉันเพ้นต์ภาพเหมือนจากจินตนาการ โดยไม่อ้างอิงรูปถ่ายใด ๆ และเริ่มรู้สึกว่าตัวเองใช้วิธีนี้จนหมดมุกแล้ว จึงเริ่มมองหาวิธีเข้าหางานแบบอื่น
ตอนนั้นเป็นช่วงต้นยุค 2000 มีร้านนิตยสารผุดขึ้นเต็มไปหมด ฉันเพิ่งย้ายไปอยู่ที่ Montreal และกำลังเดินดูนิตยสารในร้านเหล่านั้น ฉันก็ตระหนักว่านิตยสารแฟชั่นคือคลังภาพฟิกเกอร์ที่พร้อมให้หยิบใช้ ภาพเหล่านั้นแสดงท่าทาง ท่วงท่า สายตา เสื้อผ้า รูปร่าง สีสัน โทน—สารพัดคุณลักษณะทางสายตาที่ฉันสามารถหยิบยืมมาลองเล่นได้ ฉันหลงใหลไปกับความซับซ้อนในภาพเหล่านั้น การปลุกเร้าความปรารถนา มันเหมือนการเปิดโลก และทำให้ฉันเห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในการเพ้นต์ผ่านหน้ากระดาษเหล่านั้น สิ่งที่ดึงดูดใจฉันไม่ใช่ตัวเสื้อผ้าเอง แต่คือสายตาของนางแบบ ความรู้สึกเคลื่อนไหว ลวดลายและรูปทรงเชิงนามธรรมของเสื้อผ้า ทุกอย่างผูกโยงกัน ทั้งมิติทางจิตใจ อารมณ์ และมิตินามธรรมของภาพ
คุณผสมผสานความงามหรูหรากับความวิปลาสในงานเพ้นต์ของคุณ คุณอยากให้คนดูรับอะไรกลับไปไหม?
ในแง่ของความหรูหรากับความวิปลาส ใช่ ทั้งสองสิ่งทำงานสนทนากันอยู่ตลอดในงานของฉัน ฉันอยากให้ภาพวาดมีมิติ มีความลึกทั้งทางจิตใจและอารมณ์ นิตยสารแฟชั่นด้านหนึ่งชวนให้หลงใหลอย่างมาก แต่อีกด้านก็ผิวเผิน ซ้ำซาก และมักจะดูว่างเปล่า นางแบบกลายเป็นฟิกเกอร์สำเร็จรูปคล้ายตุ๊กตา เป็นได้ทั้งใครก็ได้และไม่เป็นใครเลย ซึ่งเปิดโอกาสให้ฉันทาบทับจินตนาการ และแปรรูปพวกเธอใหม่ ฉันพยายามใส่ความเป็น “ตัวตน” ที่แท้จริงลงไป เติมชีวิตทางจิตใจและอารมณ์เข้าไปให้เต็ม บางครั้งการบิดเบี้ยวและความน่าพรั่นพรึงก็ช่วยถ่วงน้ำหนักให้ภาพ และทำให้การอ่านภาพซับซ้อนขึ้น หากมีแต่ความสวยหรูอย่างเดียว สำหรับฉันแล้วมันกลับรู้สึกว่างเปล่า จำเป็นต้องมี “คม” บางอย่าง ซึ่งบ่อยครั้งก็มาในรูปของอารมณ์ขัน และความวิปลาสก็เป็นส่วนหนึ่งของตรงนั้น บางคราวก็มีความรุนแรงเล็ก ๆ จากการผ่าแยกภาพออก มันสร้างรอยแตกและเปิดเรื่องเล่าให้กว้างขึ้น
ตัวละครของคุณมักดูคล้ายนางแบบแฟชั่นในอุดมคติ—ผอม ผมบลอนด์ และมีอภิสิทธิ์ คุณจัดการกับความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายของตัวเองกับฟิกเกอร์เหล่านี้อย่างไรขณะกำลังเพ้นต์?
เรื่องนั้นง่ายมาก เพราะฉันไม่อยู่ในภาพเลย เวลาอยู่กับการเพ้นต์ ฉันจมอยู่ในกระบวนการ ทำงานด้วยสัญชาตญาณและทุ่มเทหมดตัว คำถามที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่ว่า “ฉัน” เกี่ยวข้องอย่างไรกับตัวละครเหล่านี้ แต่คือพวกเขาเป็นใคร กำลังทำอะไร และฉันจะทำให้พวกเขา “พูด” ออกมาได้อย่างไร มันยังคงเป็นภาพเหมือนเชิงสมมติอยู่ดี การที่พวกเขาเป็นนางแบบแฟชั่นในอุดมคติ กลับยิ่งทำให้ฉันจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง เพื่อให้พวกเขาดูมีชีวิตจริง และก้าวข้ามข้อจำกัดของภาพต้นทาง
พักหลังมานี้ อุตสาหกรรมนางแบบในช่วงต้นยุค 2000 ถูกหยิบกลับมาพูดถึงอีกครั้ง ส่วนหนึ่งเพราะรายการอย่าง America’s Next Top Model กลับมาได้รับความสนใจ คุณรู้สึกไหมว่างานของคุณถูกอ่านต่างออกไปเมื่อผู้คนหันมาทบทวนยุคนั้นกันใหม่?
ฉันเริ่มทำงานกับภาพจากโลกแฟชั่นตั้งแต่ยุค 2000 และบางส่วนของวัสดุในสตูดิโอก็ยังมาจากช่วงเวลานั้น ฉันยังใช้มันอยู่ และไม่รู้สึกว่ามันล้าสมัยเลย ฉันเห็นโทปส์แบบเดิมถูกใช้ซ้ำในปัจจุบัน แม้จะมีความหลากหลายในตัวนางแบบมากขึ้น แต่รูปแบบการแสดงออกของพวกเธอก็แทบไม่เปลี่ยน ฉันเองก็หยิบภาพที่ย้อนกลับไปถึงยุค 1960 มาใช้บ้าง มีภาพหนึ่งในโชว์นี้ชื่อ “Petula” เป็นฟิกเกอร์ที่ทำผมตีฟูและปัดมาสคาร่าเข้ม ๆ ฉันมีความโหยหาโรแมนติกกับยุคนั้น เพราะเป็นช่วงที่แม่ของฉันกำลังอยู่ในวัยพีค เธอคือต้นแบบความเป็นผู้หญิงสำหรับฉัน
ตั้งแต่ทำงานกับประเด็นนี้มา มุมมองเรื่องความงามของคุณเปลี่ยนไปบ้างไหม?
มุมมองเรื่องความงามของฉันไม่ได้เปลี่ยน ฉันยังคงครุ่นคิดอยู่เสมอว่าอะไรทำให้บางสิ่งสวยเพียงเปลือกแต่ไร้มิติความลึก และอะไรคือความงามอีกชั้นที่ซับซ้อนและชวนติดตามกว่านั้น ฉันอยากให้ภาพวาด “สวยและน่าสนใจ” “สวยและน่าประหลาดใจ” หรือกระทั่งสวยจนรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อยก็ยังได้
มีชิ้นโปรดจากนิทรรศการนี้ไหม? แล้วคุณคิดว่าประเด็นที่ทำงานด้วยจะพัฒนาไปอย่างไรต่อในอนาคต?
ฉันไม่ค่อยชอบเลือกงานชิ้นโปรดนัก แต่ก็มีอยู่สองชิ้น เป็นภาพขนาดเล็กที่มีความซับซ้อนของตัวเรื่องและสีสันในแบบใหม่ ๆ ภาพที่เล็กที่สุดชื่อ “Skull Tree” และ ไม่มีฟิกเกอร์อยู่เลย มีเพียงภูมิทัศน์สีเหลืองของแนวต้นไม้ ที่มีกะโหลกสองสามชิ้นวางอยู่บนกิ่งไม้ตรงกลาง ภูมิทัศน์มาจากภาพในนิตยสาร ส่วนกะโหลกคือของประดับ Halloween ที่ฉันเห็นระหว่างทางไปสตูดิโอ ฉันสนใจว่าภูมิทัศน์ในโชว์นี้จะทำหน้าที่เป็นน้ำหนักถ่วงกับฟิกเกอร์ได้อย่างไร มันช่วยทำลายการปรากฏตัวซ้ำ ๆ ของฟิกเกอร์ผู้หญิงที่ฉันทำงานด้วยมาหลายปี และเปิดเรื่องเล่าให้กว้างขึ้น ภูมิทัศน์มอบพื้นที่ให้ได้ครุ่นคิด ที่จับต้องได้ยากกว่า เป็นสิ่งที่ฉันไม่คุ้นเคยนัก และกำลังพยายามสำรวจดูว่ามันมีศักยภาพอะไรบ้าง ตอนนี้ภูมิทัศน์ทำหน้าที่เหมือน “สิ่งที่ไม่รู้” หรือ “จิตไร้สำนึก” ในภาพวาด และฉันตื่นเต้นที่จะได้ขยายแนวคิดนี้ต่อไปในงานอนาคต



















