ทำไมดีไซเนอร์คนโปรดของคุณถึงแห่กันมาทำรองเท้าฟุตบอล?
ตั้งแต่ Louis Vuitton ไปจนถึง Wales Bonner เกมลูกหนังสวยงามกำลังกลายเป็นแรงบันดาลใจให้รองเท้าของทุกคนในตอนนี้.
เมื่อคำว่า “blokecore” เริ่มถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายในปี 2022 คนส่วนใหญ่คิดว่ามันจะเป็นไมโครเทรนด์มาไวไปไวที่เดี๋ยวไม่กี่เดือนก็ดับ เหมือนเทรนด์ส่วนใหญ่ที่ผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านไป ความคลั่งไคล้แบบฉับพลันต่อ เสื้อแข่งวินเทจ ชุดวอร์ม ผ้าพันคอทีมรัก และของที่ระลึกต่าง ๆ รอบ ๆ เกมลูกหนัง เกิดขึ้นถูกจังหวะสุด ๆ ก่อน World Cup, จุดชนวนความคลั่งระดับโลกที่วงการไม่ได้เห็นมาตั้งแต่ยุค Posh กับ Becks เลยทีเดียว
อยู่ดี ๆ ทุกแบรนด์ก็พร้อมใจกันปล่อยไอเท็มแฟชั่นสไตล์ soccer-inspired ที่หยิบเอาแรงบันดาลใจจาก “the lads” และความคลั่งไคล้ดิบ ๆ ต่อสโมสรโปรดมาถ่ายทอด ว่าความหมกมุ่นนั้นจะแปรรูปเป็นแฟชั่นแบบไหนก็แล้วแต่ใครจะตีความ และยิ่งในตอนนี้ ดีไซเนอร์และแบรนด์ต่างก็พูดภาษา soccer เป็นภาษาแม่กันไปแล้ว
Blokecore ไม่ได้แผ่วลงเลย ตรงกันข้าม กลับขยายตัวจนกลายเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าคำของอินฟลูเอนเซอร์ TikTok ที่เป็นคนตั้งชื่อเสียอีก มันไม่ใช่แค่เทรนด์อีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไปเรียบร้อย ถึงขั้นที่ใคร ๆ ก็หยิบสตั๊ดเก่าคู่หนึ่งออกจากตู้ ใส่ออกไปทำธุระได้แบบไม่มีใครสะดุ้งสะเทือน จากนั้นก็แค่เติม: แบรนด์ลักชัวรีโปรดของคุณลงไป
อุตสาหกรรมแฟชั่นขึ้นชื่อเรื่องการไล่ล่าเทรนด์จากโซเชียล แล้วจับมารีแพ็กในผ้าชั้นดี ก่อนขายกลับให้คุณในราคาแพงขึ้นสามเท่า นับตั้งแต่กระแส blokecore พุ่งแรง แทบทุกแฟชั่นเฮาส์และดีไซเนอร์รายใหญ่ก็ออกเสื้อฟุตบอลเวอร์ชันของตัวเองกันหมดแล้ว ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดในการพาแฟนแฟชั่นก้าวเข้าสู่โลกมหัศจรรย์ของ joga bonito
แต่ส่วนที่แปลงร่างจากสนามหญ้ามาอยู่ในคราบหนังแกะและโลโก้ได้ยากที่สุดมาตลอดก็คือรองเท้า ใช่แล้ว Louis Vuitton ภายใต้ Pharrell Williams ก็โอบกอดเกมลูกหนังเต็มตัว ปล่อยรองเท้า Footprint Soccer Sneaker ที่ฮิตสุด ๆ ในช่วงปลายปี 2024 แต่อย่างไรก็ดี สนีกเกอร์สายไลฟ์สไตล์ลูกผสมและเวอร์ชันรีเมกต่าง ๆ ส่วนใหญ่ก็ยังมาจากแบรนด์สปอร์ตแวร์ต้นฉบับที่เป็นคนปั้นสไตล์เหล่านี้ขึ้นมาอยู่ดี โดยร่วมงานกับดีไซเนอร์อย่าง Priya Ahluwalia และ Rihanna เพื่อดึงเสน่ห์ด้านแฟชั่นของฟุตบอลออกมาอย่างเต็มที่
รองเท้าสตั๊ดลักชัวรีคือของแปลกในโลกฟุตบอล อยู่กึ่งกลางระหว่างของสะสมกับไอเท็มใช้งานจริง แบรนด์หรูทั้งหลายไม่มีทางเลือก นอกจากต้องจับมือกับผู้ผลิตดั้งเดิมในการสร้างชิ้นที่ใคร ๆ ก็อยากได้ แต่มีไม่กี่คนที่กล้าใส่ มันถูกเก็บไว้ในห้องควบคุมอุณหภูมิ นอนนิ่งอยู่ในกล่องไร้ริ้วรอย ค่อย ๆ กลายเป็นของหวงชิ้นโคตรแรร์ที่เด็ก ๆ จะคุยอวดว่า “พ่อแม่ฉันมีนะ” แม้จะถูกยกย่องราวของในพิพิธภัณฑ์ แต่ทุกซีซันเรากลับได้เห็นดีไซน์แบบนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แล้วทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากตรงไหนกันแน่?
การร่วมมือทำสตั๊ดกับดีไซเนอร์แบบไฮโปรไฟล์ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อน ระหว่างการเตรียมตัวสู่ World Cup 2006 ที่ Germany. ปีนั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนของวงการในมิติแฟชั่นและวัฒนธรรม Yohji Yamamoto ทิ้งลายเซ็นของตัวเองไว้ในทัวร์นาเมนต์ที่ถูกหยิบมายกตัวอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยมุมมองแบบสัตว์ป่า โดย adidas Y-3 +F50 Tunit แพ็ก “Beast” หยิบทรงคลาสสิกของแบรนด์มาดัดแปลงให้กลายเป็นฝูงสัตว์ดุอย่างแท้จริง ตั้งแต่เสือ หมาป่า อินทรี ไปจนถึงมังกร ต่างก็ลงสนามประเดิมปีนั้นด้วยน้ำมือของ Yamamoto ทั้งสิ้น สตั๊ดคู่นี้จัดจ้านและไม่เหมือนอะไรที่วงการเคยเห็นมาก่อน และที่สำคัญที่สุด มันจุดติดหนึ่งในเทรนด์ที่ดีที่สุดของเกมลูกหนัง
นับตั้งแต่ปี ’06 เป็นต้นมา การทำสตั๊ดแบบดีไซเนอร์ collaboration ก็เกิดขึ้นได้ยากและนาน ๆ ทีถึงจะมีสักครั้ง Virgil Abloh ของ Off-White เคยออกแบบ Mercurial Vapor ร่วมกับ Nike เมื่อปี 2018 ดันสีส้มซิกเนเจอร์ของทั้งสองแบรนด์ขึ้นมาเป็นพระเอก กลายเป็นหนึ่งในรองเท้าที่คนอยากได้มากที่สุดแห่งยุค 2010s นอกเหนือจากนั้นแล้ว แนวคิดเรื่องสตั๊ดลักชัวรียังเป็นอะไรที่ไกลตัว เหมือนเหตุการณ์ “ครั้งหนึ่งในรอบหลายปี” จนกระทั่งปี 2023
แล้วปี 2023 เกิดอะไรขึ้นน่ะหรือ? ก็คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของวัฒนธรรมแฟชั่นในวงการฟุตบอลนับจากต้นยุค 2000 เป็นต้นมา Adidas และ Prada กับไลน์สตั๊ด Linea Rossa คือประตูสู่ยุคใหม่ของเกมลูกหนังที่ถูกมองข้ามไปมาก คอลเล็กชันสามชิ้นนี้ปรับลุคสตั๊ดของ adidas ให้ดูชิคและเพรียวขึ้น ด้วยการดึงโค้ดดีไซน์มินิมัลของ Prada มาใช้ พร้อมลายแถบแดง Prada Sport ที่ต่างจากภาพจำสีสดลายจัดของสตั๊ดทั่วไปแบบสุดขั้ว
ไม่ถึงปีหลังจากกระแส blokecore ระเบิด นั่นคือหนึ่งในครั้งแรก ๆ ที่ฟุตบอลรู้สึก “แฟชั่น” อย่างแท้จริง และหลังจากดร็อปนั้น แบรนด์ทั้งวงการก็ทยอยเข้าร่วมปาร์ตี้กันถ้วนหน้า Adidas รับบทเทรนด์เซ็ตเตอร์เต็มตัว ปล่อย collaboration ใหญ่กับ Wales Bonner และ BAPE — สองดร็อปที่สวยเกินกว่าจะเหยียบลงไปในสนามโคลนชุ่มน้ำได้ลงคอ
อย่างไรก็ดี ไม่ได้มีแค่สามขีดเท่านั้นที่ใส่แฟชั่นลงไปในสตั๊ดของตัวเอง Stone Island และ New Balance ที่ร่วมมือกันต่อเนื่อง ก็สร้างสรรค์รองเท้าลงสนามจากคอลแลบที่สวยที่สุดชุดหนึ่งออกมา โดยทำงานเคียงข้าง Dave และ Arsenal สตาร์อย่าง Bukayo Saka ขณะเดียวกันที่ PUMA, KidSuper ก็คอยเติมไอเดียให้ดีไซน์ของแบรนด์ดูสดใหม่อยู่เสมอ ถึงขั้นออกแบบสตั๊ดซิกเนเจอร์ของ Christian Pulisic สำหรับ World Cup ปีนี้ด้วย
เมื่อทัวร์นาเมนต์หน้าร้อนปีนี้บีบให้ทุกแบรนด์ต้องงัดของดีออกมาโชว์ Nike เองก็ไม่มีทางพลาดโอกาสดึงคอลแลบพาร์ตเนอร์ตัวท็อปเข้ามาร่วมวง ดร็อปสตั๊ดรุ่นสเปเชียลเอดิชันกับ Patta เปิดตัวไปแล้วในเดือนพฤษภาคม แต่ก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของซัมเมอร์สาย soccer ครั้งใหญ่ของแบรนด์เท่านั้น
สำหรับทีมชาติระดับท็อป ๆ Swoosh เปิดตัวคอลเล็กชัน X2 โดยร่วมงานกับ Jacquemus, Palace, Patta และอีกหลายชื่อ เพื่อสร้างลุคไลฟ์สไตล์แบบครบเซ็ตให้ทั้งนักเตะและแฟนบอล ทุกคอลเล็กชันมาพร้อมสนีกเกอร์ Cryoshot หนึ่งคู่ที่นำสตั๊ดคลาสสิกของ Nike มาดีไซน์ใหม่หมดจด สำหรับหนึ่งใน World Cup ที่แฟชั่นจัดที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ระหว่างปี 2006 จนถึงวันนี้ ทุกอย่างเปลี่ยนไปมากในเวลาไม่นานเลย จะบอกว่าต้องขอบคุณ — หรือโทษ ขึ้นอยู่กับมุมมอง — blokecore ไหม ที่ทำให้สไตล์กลายมาเป็นเรื่องใหญ่พอ ๆ กับประสิทธิภาพในสนาม? ก็เป็นไปได้ แต่การขยับเขยื้อนแบบนี้ยังไงสุดท้ายก็ต้องมาถึงอยู่ดี ในยุคนี้ เราแทบจะเดาได้เลยว่าจะมีสตั๊ดลักชัวรีออกมาอย่างน้อยสองคู่ต่อซีซัน ในขณะที่เมื่อก่อนคุณอาจต้องรอครึ่งทศวรรษกว่าจะได้เห็นสักครั้ง
บางแบรนด์ก็มีดีเอ็นเอเข้ากับฟุตบอลแบบเป็นธรรมชาติ และมีสิทธิ์สูงที่จะเป็นรายต่อไปในลิสต์ดีไซเนอร์ที่ช่วยเราใส่สตั๊ดในวันแข่ง แบรนด์ของ Daniel Lee อย่าง Burberry ก็หยิบเอากีฬามาเป็นพระเอกของแคมเปญและรันเวย์อยู่เสมอ โดยเฉพาะฟุตบอล ขณะเดียวกันก็มีข่าวลือว่า Adidas กำลังจะจับมือกับ Louis Vuitton ภายในปีนี้เพื่อทำคอลแลบขั้นสุด เรื่องข่าวลือจะจริงหรือไม่ยังต้องรอดู แต่ในเมื่อทั้งโลกกำลังแต่งตัวโดยมีสไตล์จากสนามบอลเป็นแกนกลาง ก็เตรียมตัวรอดู collaboration ระดับบล็อกบัสเตอร์ชุดใหญ่ได้เลยในอนาคต



















