Charlotte Simone รีสตาร์ตไลน์ Archive แบบใหม่หมด ไม่เหมือนที่คุณเคยเห็น
เราชวน Charlotte Beecham ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Charlotte Simone มาพูดคุยถึงการเติบโตของธุรกิจ พลังของความจริงใจ และเหตุผลที่เธอเลือก Alva Claire มาเป็นตัวแทนภาพลักษณ์ในแคมเปญล่าสุด
ปีหนึ่งมีเพียงสามดรอปเท่านั้น ก็ไม่แปลกที่เหล่าแฟชั่นนิสต้าจะตามล่าหาชิ้นเด็ดจาก Charlotte Simone. แบรนด์สัญชาติลอนดอนนี้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2011 และตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็สะสมฐานแฟนคลับระดับสาวกแน่นขนัด ด้วยซิลูเอตสุดปัง ลิสต์รอซื้อยาวเหยียด และระบบดรอปที่ไม่เหมือนใคร
ตอนนี้แบรนด์กำลังเปิดกรุอาร์ไคฟ์ ให้เราได้ช้อปชิ้นโปรดกันอีกครั้ง แต่ในเวอร์ชันที่ไม่เหมือนเดิม เปลี่ยนสต๊อกผ้าเหลือใช้ให้กลายเป็น Archive Drop ที่หยิบเอาสไตล์คลาสสิกอย่างรุ่น Gigi และ Olive มาตีความใหม่ด้วยเฉดสีและแพตเทิร์นการตัดเย็บสุดเก๋
ตามไปที่ลิงก์ในไบโอ เราพูดคุยกับผู้ก่อตั้ง Charlotte Beecham ว่าอะไรทำให้โมเดลดรอปของแบรนด์ประสบความสำเร็จ วิธีรักษาความเป็นตัวเองท่ามกลางยุค AI และแบรนด์แฟชั่นฟาสต์ที่คอยลอกเลียน รวมถึงเธอมองอนาคตของแบรนด์ไว้อย่างไรต่อจากนี้
อ่านต่อเพื่อ บทสัมภาษณ์เต็ม ๆ และแวะไปที่ เว็บไซต์ Charlotte Simone เพื่อช้อปอาร์ไคฟ์เซลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ
ครั้งล่าสุดที่เราคุยกันคือ ช่วงปี 2022 ตอนนั้นแบรนด์กำลังเริ่มทดลองทำเสื้อพัฟเฟอร์ ถือเป็นคำถามใหญ่เหมือนกันว่า นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ อะไรเปลี่ยนไปบ้างสำหรับคุณและธุรกิจ?
ฉันเปลี่ยนโมเดลธุรกิจมาเป็นดรอปโมเดล ตอนนั้นทุกอย่างยังอยู่ในช่วงตั้งไข่ และฉันก็ยังลองผิดลองถูกอยู่นับตั้งแต่ครั้งก่อนที่เราคุยกัน จนถึงตอนนี้มันค่อย ๆ เติบโตมาเป็นโครงสร้างที่ชัดเจน มั่นใจ ใหญ่ขึ้น และแข็งแรงขึ้นจากสิ่งที่เราเคยวางไว้แบบกล้า ๆ กลัว ๆ เราทำงานในรูปแบบดรอปเหมือนเดิม แต่วันนี้เรามั่นใจและนิ่งขึ้น รู้แล้วว่ากำลังทำอะไรอยู่ และทำให้แต่ละดรอปแน่นขึ้น คิดรอบด้านมากขึ้น ทั้งในเชิงสินค้าและการลงมือทำจริง
อย่างที่คุณเล่า โมเดลดรอปยังคงเป็นหัวใจของ Charlotte Simone เพราะอะไรคุณคิดว่าวิธีนี้ถึงยังเวิร์กและประสบความสำเร็จต่อเนื่อง?
จริง ๆ แล้วเราทำแค่ปีละสามดรอป เพราะฉะนั้นเว็บเราจะเปิดขายออนไลน์เพียงสามสัปดาห์ต่อปีเท่านั้น ฉันคิดว่าสาเหตุที่มันเวิร์กและทำให้เราประสบความสำเร็จ เป็นเพราะผู้คนกำลังมองหาชิ้นที่อยู่กับเขาได้ตลอดไป ของดีควรค่ากับการรอคอย และการตัดสินใจซื้อแบบคิดรอบคอบก็คุ้มค่ากับการลงทุน เราเลยออกแบบสไตล์ที่ซิลูเอตและเฉดสีดูเหนือกาลเวลา เพื่อให้คุณซื้อแล้วใส่ได้ซ้ำ ๆ ทุกซีซัน
ถ้ามองในแง่กระบวนการสร้างสรรค์ คุณคิดว่ามันพัฒนาไปอย่างไรตลอดหลายปีที่ผ่านมา? แล้วกลุ่มลูกค้าของ Charlotte Simone เองเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง?
ฉันว่าตัวแบรนด์เองก็คงโตขึ้นมาพร้อม ๆ กับตัวฉัน ฉันผ่านการเป็นแม่คน และนั่งเบาะหน้าขับเคลื่อนแบรนด์มาสิบปีแล้ว ซีซันล่าสุดฉันเห็นชัดเลยว่าแบรนด์ดูโตขึ้น ทั้งการเริ่มเล่นกับฮาร์ดแวร์ และเลือกใช้วัสดุอย่างมีชั้นเชิงมากขึ้น ซิลูเอตดูโมเดิร์น เนี้ยบขึ้น กล้าลองเท็กซ์เจอร์และเนื้อผ้ามากขึ้น และยังเชื่อมกับสิ่งที่ฉันเองอยากใส่ในฐานะแม่มือใหม่ ฉันอยากหยิบแล้วใส่ออกบ้านได้ทันที รู้สึกว่าลุคถูกยกระดับขึ้นโดยไม่ต้องพยายามเยอะ ไอเดียนี้เองที่ทำให้เรามีเสื้อแจ็กเก็ตมอเตอร์ไซค์ แจ็กเก็ตทรงเอวิเอเตอร์ และซิลูเอตแนว ๆ นี้ มันคือภาพผสมของชีวิตฉันและจุดที่ฉันยืนอยู่ตอนนี้
ฟังแล้วเห็นภาพชัดเลย ตอนนี้ไทม์ไลน์การทำงานเป็นอย่างไร ขอให้เล่ากระบวนการให้ฟังหน่อยได้ไหม?
ดรอปแรกของเราคือเดือนกันยายน และเราจะเริ่มดีไซน์กับพัฒนาตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคมเพื่อดรอปนั้น กระบวนการค่อนข้างค่อยเป็นค่อยไปและคิดละเอียดมาก แม้พออยู่ในวงในจริง ๆ จะไม่รู้สึกว่าช้าสักเท่าไร เพราะเราเป็นทีมเล็ก ทำกันเองเกือบทุกอย่างและลงมือจริงทุกขั้นตอน กว่าจะกลั่นออกมาเป็นประมาณ 15 ชิ้นที่ได้ไปต่อในไลน์ผลิต มีรายละเอียดมหาศาลที่ต้องคิดและวางสตอรีบอร์ดยาวนาน A
nything ที่อยู่บนมู้ดบอร์ดของฉันมีตั้งแต่รูปภาพ คำคม ผ้า เฉดสี Pantone ทุกอย่างที่ฉันเก็บสะสมในช่วงนั้น ฉันเป็นคนมองภาพมาก สตูดิโอเลยมีมู้ดบอร์ดใหญ่แปะไอเดียเต็มไปหมด ฉันยังชอบซื้อของทุกอย่างที่เห็นแล้วได้แรงบันดาลใจ แม้จะเป็นแค่กระดุมเม็ดเดียวก็ตาม อยากให้มันอยู่ในออฟฟิศแบบจับต้องได้จริง ๆ จนตอนนี้ด้านหลังออฟฟิศเต็มไปด้วยตู้เสื้อผ้าที่อัดแน่นด้วยชิ้นต่าง ๆ ที่เราเก็บสะสมมาตลอดหลายปี
ไอเดียดีมากเลย ชิ้นล่าสุดที่คุณซื้อมาซึ่งส่งอิทธิพลแบบอ้อม ๆ ต่อดีไซน์คืออะไร?
ตอนเราไป New York แล้วเดินผ่านแผงหนึ่งในย่าน Soho ฉันซื้อโค้ตลายเสือทรงสวิงสไตล์ยุค 60s ตัวเล็ก ๆ มาเพราะปกเสื้อกับทรงมันสวยมาก และมีกระดุมเม็ดจิ๋วที่น่ารักสุด ๆ ฉันจะถ่ายรูปเก็บของหลายอย่างก็ได้ แต่รู้สึกชอบการมีของอยู่ตรงหน้าแบบจับต้องได้จริง ๆ เอาเข้ามาอยู่ในสตูดิโอ มันให้ความรู้สึกคนละแบบเลย ทุกวันนี้เราจ้องแต่หน้าจอทั้งวัน การได้มีของจริงอยู่ตรงหน้าให้ลองใส่ ลองจับ สัมผัสได้ มันต่างออกไปมากจริง ๆ
ฟังแล้วต่างจริง ๆ คุณกำลังจะเปิดอาร์ไคฟ์เซลรอบใหม่ของแบรนด์ อะไรเป็นจุดเริ่มต้นของไอเดียนี้?
การมีอาร์ไคฟ์ช่วยซัพพอร์ตวิธีการทำงานของเรา เพราะทำให้เราบริหารสต๊อกได้อย่างฉลาดและยั่งยืนมากขึ้น เราไม่ต้องปล่อยให้ของเหลือหรือชิ้นตัวอย่างที่ใช้พัฒนาแบบต้องสูญเปล่า และยังเป็นโอกาสให้ลูกค้าเข้าเว็บมาแล้วได้เห็นเส้นทางตลอดหนึ่งปีของ Charlotte Simone ด้วย
ปกติหนึ่งดรอปจะมีเพียงราว ๆ 15–20 ชิ้น แต่ในอาร์ไคฟ์ที่จะเปิดวันนี้จะมีประมาณ 200 ชิ้น เราเลยเรียกมันว่า tutti frutti คือเยอะมาก และหลากหลายไปหมด ทั้งเฉดสี เนื้อผ้า ทรง และเทคนิคการผลิต นั่นคือจุดประสงค์ของการมีอาร์ไคฟ์ และมันดีกับเรามาก ฉันคิดว่าลูกค้าก็สนุกกับการได้ครอบครองของที่อาจมีแค่ห้าชิ้นในโลก หรือบางชิ้นอาจเป็น one of one เลยด้วยซ้ำ
คุณตัดสินใจอย่างไรว่าอะไรจะถูกคัดเข้าอาร์ไคฟ์บ้าง? แล้วมีซิลูเอตไหนที่ถูกรีเควสต์บ่อยที่สุด?
จริง ๆ แล้วเราไม่ได้เอาอะไรกลับมาผลิตใหม่เลย ซึ่งนั่นแหละคือคอนเซ็ปต์ เราใช้มันเป็นแพลตฟอร์มในการนำเสนอสต๊อกส่วนเกินและชิ้นพัฒนาต้นแบบให้ลูกค้าได้เลือกซื้อ จะมีเวอร์ชันหลากหลายของสไตล์คุ้นตาและซิกเนเชอร์พีซอย่าง Lulu, Olive และ Donna รวมถึงเฉดสีที่คนรีเควสต์เยอะ ๆ อย่างชมพูและคาราเมล บางซิกเนเชอร์พีซของเราจะโผล่ให้เห็นบ่อยในอาร์ไคฟ์ เพราะเราลองดีไซน์และรีดีเวลอปมันมาหลายแบบตลอดทั้งปี
ฟังดูน่าตื่นเต้นมาก แล้วเพื่อฉลองการเปิดขายรอบนี้ คุณยังร่วมงานกับ Alva Claire ในแคมเปญนี้ด้วย เล่าให้ฟังหน่อยว่าทำไมถึงตัดสินใจเลือกทำงานกับ Alva?
ฉันแอบตามดูคอนเทนต์และความครีเอทีฟของเธอมาสักพักแล้ว และรู้สึกว่าเธอมีคาแรกเตอร์จัดจ้านมาก ตัวฉันเองก็อยากร่วมงานกับเธอจริง ๆ อีกอย่าง ที่ Charlotte Simone เราออกแบบเพื่อผู้หญิงทุกวัย ทุกไซซ์ ฉันว่ามันดีมากที่ได้เห็นโค้ตของเราอยู่บนผู้หญิงที่มีสรีระโค้งเว้า และให้ลูกค้าเราได้เห็นภาพแบบนั้นด้วย เธอดูปังสุดขีดจริง ๆ
ใช่เลย เธอดูปังมาก ก่อนหน้านี้คุณพูดถึงความสำคัญของการได้สัมผัสเนื้อผ้าจริง ๆ และมีของอยู่ตรงหน้าให้จับต้อง ในขณะที่ตอนนี้อุตสาหกรรมแฟชั่นเต็มไปด้วยสิ่งอย่าง TikTok Shop แคมเปญ AI และคอลแลบระหว่างฟาสต์แฟชั่นกับดีไซเนอร์ คุณรักษาสมาธิและความจริงแท้ของตัวเองท่ามกลางกระแสเหล่านี้ได้อย่างไร?
ยอมรับว่ามีหลายช่วงที่จิตใจสั่นคลอนกับการจะรักษาและยึดมั่นในโมเดลธุรกิจของเรา ทั้งตอนที่ได้รับการติดต่อจากรีเทลเลอร์รายใหญ่พร้อมดีลที่ดูดีเกินจริง หรือวันที่ Taylor Swift ใส่โค้ตของเราในวันเดียวกับที่เรากำลังจะปิดหน้าร้าน เหตุการณ์แบบนั้นทำให้ฉันต้องหยุดแล้วหันมาทบทวนสิ่งที่ทำอยู่ว่า เรากำลังตัดสินใจอย่างฉลาดและถูกต้องอยู่ไหม
แต่หลังจากทำงานในรูปแบบนี้มาราวห้าปี ฉันรู้สึกมั่นใจและภูมิใจกับสิ่งที่เราทำและวิธีที่เราทำมาก ๆ การยึดมั่นในแนวคิดนี้แหละที่ทำให้เราสร้างคอมมูนิตี้และกวาดความสำเร็จในเส้นทางของเราได้ ดังนั้นหากจะเบี่ยงจากแนวทางนี้ ฉันก็กลัวว่ามันจะทำให้ Charlotte Simone ไม่พิเศษอย่างที่เป็นอีกต่อไป อย่างที่บอกตั้งแต่ต้น ของดีควรค่ากับการรอคอย ลงชื่อไว้ รออีกนิด แล้วหวังว่ามันจะคุ้มค่าสำหรับคุณ และถ้าอยากได้อะไรเร็ว ๆ ก็ยังมีโลกของแฟชั่นฟาสต์ให้เลือกอีกมากมาย
สำหรับดีไซเนอร์รุ่นใหม่ การตัดเสียงรบกวนรอบตัวมันยากไหม?
ในฐานะแบรนด์เล็กอิสระ มันยากแน่นอน โดยเฉพาะเวลาที่ต้องรับมือกับการถูกแบรนด์แฟชั่นฟาสต์รายใหญ่ลอก ฉันเห็นงานก็อปเยอะมาก และฉันก็เป็นแค่มนุษย์คนหนึ่ง มันยังเจ็บอยู่ทุกครั้ง กลืนยากอยู่เหมือนกัน แต่ฉันพยายามโฟกัสกับทางของตัวเอง คุณไม่มีวันเดินไปข้างหน้าได้ถ้ายังคอยหันหลังกลับไปมอง ตอนเริ่มต้นฉันเสียทั้งทรัพยากรและพลังงานที่แทบไม่มีไปกับการน้อยใจและพยายามต่อสู้กับบางอย่าง สุดท้ายด้วยเวลาและประสบการณ์ทำให้รู้ว่าพลังงานของฉันควรถูกใช้ไปกับการเดินหน้าและสิ่งต่อไปมากกว่า ถ้ามีคนก็อป ก็ปล่อยให้มันก็อปไป
ในเมื่อเราพูดถึงการมองไปข้างหน้าและสิ่งใหม่ ๆ อะไรคือก้าวต่อไปของแบรนด์? ยังมีทิศทางไหนที่คุณอยากลองแต่ยังไม่ได้ทำบ้างไหม?
พูดถึงเสื้อพัฟเฟอร์ก็น่าสนใจ เพราะมันคือหนึ่งในสิ่งที่เราเคยลองหย่อนเท้าลงไปทดสอบตลาด และได้ฟีดแบ็กดีมาก ฉันเลยอยากสำรวจอะไรที่อยู่ใกล้ ๆ ตรงนั้นต่อไป และมองหาว่ามีหมวดหมู่เสื้อคลุมแบบไหนอีกบ้างที่เรายังไม่ได้ลอง ผู้หญิงสาย Charlotte Simone ยังขาดอะไรในตู้เสื้อผ้าของเธออยู่หรือเปล่า? คือเทรนช์โค้ต? หรือแจ็กเก็ตมอเตอร์ไซค์?
โลกของเสื้อคลุมยังมีอะไรให้เราเล่นอีกเยอะมาก ถ้าเจาะจงกว่านั้น สำหรับเดือนกันยายน ตอนนี้เรากำลังมอง ๆ อยู่ว่าอาจทำเฟลซออกมาสักแบบ เราได้รับรีเควสต์เรื่อง Charlotte Simone fleece เยอะมาก และฉันว่ามันน่าจะเป็นชิ้นทรานซิชันที่ดีสำหรับอากาศช่วงกันยายนด้วย นี่คือโปรเจ็กต์ที่อยู่ลำดับถัดไปของเรา แต่ยังเป็นช่วงต้นทางอยู่มาก เราคงต้องลองผิดลองถูกกันอีกเยอะก่อนจะเดินเครื่องเต็มกำลัง…



















